• Create an account
    *
    *
    *
    *
    *
    Captcha plugin for Joomla from Outsource Online  
    Fields marked with an asterisk (*) are required.
YOU ARE HERE: Home Useful Information การคืนเงินอากร

การคืนเงินอากร

การคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

ความหมาย

การคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ หมายถึง การคืนอากรขาเข้าให้แก่ผู้ที่นำของเข้ามาจากต่างประเทศแล้วนำของนั้นไปใช้ใน การผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุสินค้าส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยใช้สูตรการผลิตที่กรมศุลกากรอนุมัติหรือตามสูตรมาตรฐานที่กรมศุลกากร ประกาศกำหนด โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องส่งออกไปภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำของนั้นเข้ามา ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 ดังนี้
มาตรา 19 ทวิ ของที่ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศหรือส่งไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือ เดินทางไปเมืองต่างประเทศ ถ้าพิสูจน์เป็นที่พอใจอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายว่า ได้ผลิตหรือผสม หรือประกอบ หรือบรรจุ ด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ให้คืนอากรขาเข้าสำหรับของดังกล่าวที่ได้เรียกเก็บไว้แล้วให้แก่ผู้นำของ เข้า ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(ก) ของที่นำเข้ามานั้นมิใช่ของที่กฎหระทรวงระบุห้ามคืนเงินอากร
(ข) ปริมาณของที่นำเข้าซึ่งใช้ในการผลิต หรือผสม หรือประกอบ หรือบรรจุเป็นของที่ส่งออก ให้ถือตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีเห็นชอบหรือประกาศกำหนด
(ค) ของนั้นได้ส่งออกไปทางท่าหรือที่สำหรับการส่งออกซึ่งของที่ขอคืนอากรขาเข้า
(ง) ของนั้นได้ส่งออกไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำของซึ่งใช้ในการผลิต ผสม หรือประกอบเป็นของที่ส่งออก หรือใช้บรรจุของที่ส่งออก เข้ามาในราชอาณาจักร เว้นแต่ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่อาจกำหนดเวลาดังกล่าวได้ อธิบดีอาจขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินหกเดือนและ
(จ) ต้องขอคืนอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป แต่อธิบดีจะขยายเวลาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้
อธิบดี มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการพิสูจน์ของ การส่งออกไป การจัดทำและยื่นเอกสารต่าง ๆ การคำนวณเงินอากรพึงคืนให้ และวิธีการอื่น ๆ เกี่ยวกับการขอคืนเงินอากรนี้
การ ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศตามความในมาตรา 19 ทวิ วรรคแรก นอกจากจะมีการส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศตามความเป็นจริงแล้ว ผู้นำเข้ายังสามารถขอคืนอากรได้แม้จะไม่ได้ส่งออกไปแต่ได้ดำเนินการ ดังนี้ ซึ่งถือว่าของนั้นได้ส่งออกตามความหมายของการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ด้วย คือ
(1) โอนเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือจำหน่ายให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นอากร
ของ ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้ในการผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุตามมาตรา 19 ทวิ ก่อนครบกำหนด 1 ปี สามารถโอนเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้า หรือจำหน่ายให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมาย ว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรหรือกฎหมายอื่น ให้ถือว่าของนั้นได้ส่งออกตามมาตรา 19 ทวิ ในเวลาที่โอนหรือจำหน่ายของเช่นว่านั้น ทั้งนี้โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดตามประกาศกรมศุลกากรที่ 25/2542 และประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก. 1/2542 ข้อ 3.3.5 ทั้งนี้ตามมาตรา 19 จัตวา แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 บัญญัติไว้ ดังนี้
มาตรา 19 จัตวา ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อใช้ในการผลิต ผสม ประกอบหรือบรรจุตามมาตรา 19 ทวิ หากโอนเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน หรือจำหน่ายให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมาย ว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรหรือกฎหมายอื่น ให้ถือว่าของนั้นได้ส่งออกตามมาตรา 19 ทวิ ในเวลาที่โอนหรือจำหน่ายของเช่นว่านั้น ทั้งนี้ โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
การ รับของที่ได้โอนหรือจำหน่ายตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือนำเข้าสำเร็จในเวลาที่โอนหรือจำหน่ายของเช่นว่านั้น โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด
(2) โอนเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก (EPZ)
ของ ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ หากโอนเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก (EPZ) ภายในกำหนดเวลา โดยปฏิบัติพิธีการจัดทำใบขนสินค้าขาออก เช่นเดียวกับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเหมือนสินค้าทั่ว ๆ ไป
เนื่อง จากตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2534 กำหนดให้ของที่นำเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออกจะได้รับยกเว้นอากรหรือคืนค่า ภาษีอากรเมื่อได้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แม้มิได้ส่งออกแต่ได้นำเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก โดยถือเสมือนว่าได้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ในวันที่นำเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก
ทั้ง นี้ ของที่โอนเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนฯ หรือโอนเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออกที่จะได้รับการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ นี้ จะอยู่ในสภาพเดิมที่นำเข้าหรือสภาพที่ผ่านกระบวนการผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุแล้วก็ได้ (ประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก.3/2542 ข้อ 5)
มาตรา 52 ของที่มีบัญญัติแห่งกฎหมายให้ได้รับยกเว้นหรือคืนค่าภาษีอากร เมื่อได้ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แม้มิได้ส่งออกแต่ได้นำเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก เพื่อใช้ตามมาตรา 48 หรือมาตรา 49 ให้ได้รับยกเว้นหรือคืนค่าภาษีอากรโดยถือเสมือนว่าได้ส่งออกไปนอกราช อาณาจักร ในวันที่นำเข้าไปในเขตอุตสาหกรรมส่งออก

การใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารแทนการชำระอากร

สำหรับค่าภาษีอากรของของที่นำเข้ามา เพื่อทำการผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุเป็นสินค้าเพื่อส่งออกดังกล่าวข้างต้น ผู้นำเข้าสามารถใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารค้ำประกันแทนการชำระอากรที่ ต้องเสียได้ โดยอธิบดีกรมศุลกากรอาจกำหนดเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ เมื่อมีการส่งออกซึ่งของที่จะได้คืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ แล้วก็ให้คืนหนังสือค้ำประกันฯ ให้แก่ผู้นำของเข้าโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินอากร ตามมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ดังนี้
มาตรา 19 ตรี เมื่อผู้นำของเข้าแสดงความจำนงว่าของที่นำเข้าจะใช้เฉพาะในการผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุ เพื่อการส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศ หรือส่งไปเป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไปเมืองต่างประเทศ อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายจะอนุญาตให้รับการค้ำประกันของกระทรวงการ คลังหรือะนาคาร หรือหลักประกันอื่น แทนการชำระอากรขาเข้าที่ต้องเสีย โดยอาจกำหนดเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ เมื่อมีการส่งออกซึ่งของที่จะได้คืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ก็ให้คืนหลักประกัน โดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินอากร
กรณี ใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารแทนการชำระอากรขณะนำเข้า หากไม่ส่งออกภายในหนึ่งปี ต้องชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือน นับจากวันที่รับของออกจากอารักขา
ศุลกากร

ของที่มีสิทธิได้รับคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ (ประกาศกรมศุลกากรที่ 89/2540)

(1) วัตถุดิบที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีอยู่ในของที่ผลิตเพื่อส่งออก เช่น ผ้า กระดุม ซิป ด้าย ในการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก แผ่นพลาสติกในการผลิตสินค้าทำด้วยพลาสติก
(2) วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตโดยตรงที่มีอยู่ในของที่ผลิตเพื่อส่งออก แต่ไม่ปรากฎให้เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาสภาพอาหารในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารกระป๋อง เคมีภัณฑ์ชนิดสเปร์ที่ฉีดคอเสื้อให้แข็งในผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสำเร็จรูป ตัวทำลาย (Solvent) ที่ใช้ผสมกาวในผลิตภัณฑ์เซลโลเฟน (Cellophane) น้ำยากันสนิมในผลิตภัณฑ์ประเภทวงจรไฟฟ้า เป็นต้น
(3) วัตถุดิบจำเป็นที่ใช้ในการผลิต เช่น เคมีภัณฑ์ที่ทำให้เส้นด้ายเหนียว (Sizing Material) เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการซักฟอก (Bleaching Agent) ในผลิตภัณฑ์ประเภทสิ่งทอ กระดาษทราย ผงขัด น้ำยาขัดเงา สักหลาด น้ำยาผสมที่ใช้ในการขัด สิ่งที่ใช้ในการขัดต่าง ๆ ชอล์ค กระดาษคาร์บอน และแบบ (Pattern) เป็นต้น

ของที่ไม่มีสิทธิได้รับคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

(1) เครื่องจักร เครื่องมือ แม่พิมพ์ (Mould) เครื่องใช้ในการผลิตชนิดต่าง ๆ เช่น ลูกกลิ้งบดแร่ (Grinding Ball) ที่ใช้ในการผลิตแร่ เครื่องมือ เครื่องใช้ที่ทำจากทังสเตนคาร์ไบด์ (Tungsten Carbide) ซึ่งใช้ในการผลิตนาฬิกา เป็นต้น
(2) เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิต เช่น น้ำมัน ไม้ ฟืน ถ่านหิน เป็นต้น

หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

(1) ผู้นำเข้าเพื่อขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตหรือผู้ส่งออก
(2) ขณะนำวัตถุดิบเข้ามา จะต้องชำระอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน เมื่อส่งออกแล้วจึงจะขอคืนอากรขาเข้าได้ ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มสามารถไปเครดิตภาษีคืนในเดือนถัดจากที่ชำระไว้จากกรม สรรพากร
(3) การชำระอากรขาเข้า สามารถใช้หนังสือธนาคารค้ำประกั้นแทนการชำระเงินได้ แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มไม่สามารถค้ำประกันได้จะต้องชำระก่อน
(4) วัตถุดิบที่นำเข้ามาต้องใช้เพื่อผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุเป็นสินค้าแล้วส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า หากเกินกำหนดเวลาดังกล่าวจะขอคืนอากรหรือขอขยายเวลาต่อไปอีกไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยทำให้ไม่อาจกำหนดเวลาดังกล่าวได้ อธิบดีอาจขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินอีกไม่เกินหกเดือน เช่น ขอโอนวัตถุดิบเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าก่อนครบกำหนด 1 ปี
(5) ของที่นำเข้ามาก่อนครบกำหนด 1 ปี หากโอนเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บน หรือจำหน่ายให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตรา ศุลกากรหรือกฎหมายอื่น ให้ถือว่าของนั้นได้ส่งออกตามมาตรา 19 ทวิ ในเวลาที่โอนหรือจำหน่ายของเช่นว่านั้น
(6) ก่อนการส่งออกจะต้องยื่นสูตรการผลิต หรือขอใช้สูตรมาตรฐานของกรมศุลกากร หรือขอใช้สูตรการผลิตร่วมกับสูตรการผลิตของผู้อื่นที่ได้รับอนุมัติแล้ว หรือขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อผลิตภัณฑ์ในสูตรการผลิตที่กรมศุลกากรอนุมัติแล้ว หรือขอแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุดิบเข้าในสูตรการผลิตที่กรมศุลกากรอนุมัติแล้ว หรือขอผ่อนผันไม่ต้องยื่นสูตรการผลิตกรณีที่เห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้วัตถุ ดิบหนึ่งหน่วยต่อผลิตภัณฑ์หนึ่งหน่วย หรือเป็นวัตถุดิบนับชิ้นได้
(7) สูตรการผลิตเป็นการแสดงปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตต่อหน่วยของสินค้า สำเร็จรูป เพื่อให้ทราบว่าปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ไปทั้งหมดในการส่งสินค้าออกและคำนวณ เป็นค่าอากรที่จะได้รับคืน
(8) ถ้าขณะนำเข้าได้วางหนังสือค้ำประกั้นของธนาคารไว้หากไม่ส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้าต้องชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนนับจากวันที่รับของไปจากกรมศุลกากร

ขั้นตอนในการขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

ในการปฏิบัติพิธีการศุลกากรขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้
(1) ขออนุมัติหลักการ
(2) นำเข้าวัตถุดิบ
(3) ยื่นสูตรการผลิต
(4) ส่งออกผลิตภัณฑ์
(5) ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่าง
(6) ยื่นคำร้องขอคืนอากร
(7) ขอชำระอากร (สำหรับวัตถุดิบที่ไม่ส่งออก)

ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

กรมศุลกากรได้กำหนดระเบียบปฏิบัติ ว่าด้วยการขอคืนอากรขาเข้าแก่ของที่นำเข้ามาผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุเพื่อส่งออกตามมาตรา 19 ทวิ ตามประกาศกรมศุลกากรที่ 50/2542 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2540 ซึ่งสรุปขั้นตอนการดำเนินการได้ ดังนี้
(1) การขออนุมัติหลักการ
ผู้ ที่ประสงค์ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ จะต้องยื่นคำร้องอนุมัติหลักการต่อกรมศุลกากรตามแบบฟอร์มที่กรมศุลกากรกำหนด (กศก.29) ต่องานหลักการ ส่วนคืนอากร สำนักงานศุลกากรส่งออกท่าเรือกรุงเทพ ชั้น 3 อาคาร 120 ปี กรมศุลกากร โดยแจ้งความจำนงว่าจะนำเข้าวัตถุดิบชนิดใดเข้าเพื่อผลิตเป็นสินค้าชนิดใด และแนบเอกสารดังต่อไปนี้ประกอบยื่นหลักการจำนวน 3 ชุด
(1) ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20)
(2) ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด (ถ้าเป็นห้าง ร้าน ให้ใช้ใบทะเบียนพาณิชย์แทน)
(3) หนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งแสดงวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล และผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทอายุไม่เกิน 6 เดือน
(4) ใบอนุญาตตั้งโรงงาน (ร.ง.2)
(5) ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ที่ยังไม่หมดอายุ
(6) สำเนาบัตรลายมือชื่อผู้จัดการพร้อมตัวจริง
หากเอกสารที่ใช้ประกอบการขออนุมัติ หลักการครบถ้วนและถูกต้อง กรมศุลกากรจะอนุมัติหลักการให้ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ได้รับเอกสารครบถ้วน พร้อมออกรหัสผู้นำของเข้าให้ เมื่อได้รับอนุมัติหลักการแล้ว ก็สามารถนำวัตถุดิบมาผลิตส่งออกและขอคืนอากรได้
(2) การนำเข้าวัตถุดิบ
ใน การยื่นใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อผ่านพิธีการสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้า ผู้นำของเข้าดำเนินการตามปกติและเพิ่มเติมข้อความ "ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ" ด้วยอักษาสีแดงขนาดเขื่องไว้ตรงมุมบนด้านขวาของใบขนสินค้าขาเข้าด้วย โดยการประทับตราหรือเขียนตัวบรรจง ทั้งในต้นฉบับและสำเนาของใบขนสินค้า
เพื่อ เป็นการแก้ปัญหาความล่าช้าในการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ อันเนื่องมาจากเอกสารประกอบการคืนอากรสูญหาย กรมศุลกากรได้กำหนดให้มีใบแนบใบขนสินค้าขาเข้า สำหรับใบขนสินค้าขาเข้าที่ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ เพิ่มเติมจากใบขนสินค้าขาเข้าอีก 1 ฉบับ และให้ผู้นำของเข้าสามารถรับใบแนบใบขนสินค้าขาเข้า จากหน่วยงานที่ตรวจปล่อยสินค้าของผู้นำของเข้า ได้ทันทีหลังปฏิบัติพิธีการตรวจปล่อยสินค้าเสร็จสิ้นแล้ว ในกรณีที่วัตถุดิบที่นำเข้ารายใดต้องส่งตัวอย่างด้วย สามารถขอรับจากหน่วยงานที่ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างทันที หลังเสร็จสิ้นการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างแล้ว ให้ใช้ใบแนบใบขนสินค้าขาเข้าในการขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ แทนต้นฉบับใบขนสินค้าได้
ในการนำวัตถุดิบเข้า ผู้นำของเข้าต้องชำระอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพามิต (ถ้ามี) ตามปกติ
ใน ส่วนของอากรขาเข้าและภาษีสรรพสามิต ถ้าผู้นำของเข้ามีความประสงค์จะใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร แทนการชำระอากรขาเข้า ผู้นำของเข้าต้องมีหลักฐานแสดงสถานภาพของกิจการเพื่อขออนุมัติต่อกรมศุลกากร ก่อน สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มผู้นำเข้าวัตถุดิบจะต้องชำระด้วยเงินสดอย่างเดียวเท่า นั้น จะใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารแทนเงินสดหาได้ไม่ เนื่องจากความตามมาตรา 83/8 วรรค 2 แห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้ค้ำประกันภาษีมูลค่าเพิ่มได้เฉพาะกรณีนำเข้าสินค้าไปในคลังสินค้า ทัณฑ์บน ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร หรือในกรณีนำเข้าเครื่องจักร หรือวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก ของผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมาย ว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น

การลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ

เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าภาษีอากร รวมทั้งภาระค่าใช้จ่าย ในการใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารไปวางที่กรมศุลกากร แทนการชำระอากรด้วยเงินสดให้แก่ผู้ประกอบการตามมาตรา 19 ทวิ กระทรวงการคลังได้มีประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก.1/2542 ลงวันที่ 1 มกราคม 2542 ลดอัตราอากรศุลกากรสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ ที่ได้ผลิต ผสม ประกอบหรือบรรจุและส่งออกไปนอกราชอาณาจักรภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้าดังนี้
(1) ลดลงเหลือกึ่งหนึ่งของอัตราอากรที่เรียกเก็บเป็นการทั่วไป
ผู้ นำของเข้าที่จะขอใช้สิทธิลดอัตราอากรลงเหลือกึ่งหนึ่งของอัตราอากรที่เรียก เก็บเป็นการทั่วไปจะต้องเป็นนิติบุคคล ไม่มีหนี้สินค้างชำระต่อกรมศุลกากร ไม่มีประวัติที่กรมศุลกากรว่าเคยทุจริตในการขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ และต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ด้วย
1.1 เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
1.2 เป็นบริษัทมหาชนจำกัด
1.3 เป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และได้รับการรับรองจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ว่ามีฐานะการเงินมั่นคงเป็นที่น่าเชื่อถือได้ ตามหลักเกณฑ์ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำหนด โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
1.4 เป็นสมาชิกสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และได้รับการรับรองจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
1.5 ได้นำส่งงบการเงินต่อกระทรวงพาณิชย์ตามข้อกำหนดของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งผู้ตรวจสอบบัญชีได้รับรองว่าเป็นกิจการที่มีกำไรย้อนหลังไม่ต่ำกว่าสอง ปีบัญชีติดต่อกัน และไม่เคยได้รับการปฏิเสธการรับรองฐานะการเงินจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ไทยหรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
(2) ลดลงเหลือร้อยละ 5 ของอัตราอากรที่เรียกเก็บเป็นการทั่วไป
ผู้ นำของเข้าที่จะใช้สิทธิขอลดอัตราอากรลงเหลือร้อยละ 5 ของอัตราอากรที่เรียกเก็บเป็นการทั่วไป จะต้องเป็นผู้นำของเข้าที่ได้รับการจัดระดับเป็นผู้ส่งออกระดับพิเศษจากกรม ศุลกากร
(3) การยื่นสูตรการผลิต
เนื่อง จากความตามมาตรา 19 ทวิ บัญญัติให้อธิบดีกรมศุลกากรมีอำนาจออกข้อบังคับ ว่าด้วยการพิสูจน์ การส่งออกไป การจัดทำ และยื่นเอกสารต่าง ๆ การคำนวณเงินอากรที่พึงคืนให้และพิธีการอื่น ๆ เกี่ยวกับการขอคืนอากรซึ่งในส่วนของการพิสูจน์ของที่ส่งออก ซึ่งอธิบดีกรมศุลกากรได้กำหนดระเบียบปฏิบัติ ว่าให้ใช้สูตรการผลิตสำหรับผลิตของผู้ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ เป็นหลักเกณฑ์ในการคำนวณและพิสูจน์ของที่ส่งออก
การ ยื่นสูตรการผลิตผู้นำของเข้า จะต้องยื่นให้กรมศุลกากรพิจารณาอนุมัติภายในระยะเวลาอันสมควร ก่อนการยื่นใบขนสินค้าขาออก โดยจะต้องยื่นรายชื่อวัตถุดิบ รายชื่อสินค้าที่ผลิต (ผลิตภัณฑ์) กรรมวิธีการผลิต และปริมาณการใช้วัตถุดิบในการผลิตสินค้านั้น ๆ จำนวน 2 ชุด พร้อมตัวอย่างวัตถุดิบ และสินค้าที่จะผลิตหรือคำร้องขอผ่อนผันไม่ยื่นสูตรการผลิต
เจ้า หน้าที่ผู้พิจารณาสูตรการผลิต ปัจจุบันจะอยู่แต่ละฝ่ายของส่วนคืนอากร สำนักงานศุลกากรส่งออกท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งหากผู้ขออนุมัติสูตรการผลิตยื่นเอกสารตัวอย่างวัตถุดิบ หรือตัวอย่างผลิตภัณฑ์ครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะพิจารณาอนุมัติสูตรการผลิตให้ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับเรื่อง
กรณี ผู้ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ที่ดำเนินการคืนอากรโดยวิธีวางประกันเลย และผู้ที่มอบหมายให้ Customs Broker ดำเนินการแทนหรือเป็นผู้ส่งออกระดับบัตรทอง จะได้รับอนุมัติสูตรการผลิตภายใน 10 วัน ทำการนับแต่วันยื่นเรื่อง รายละเอียดของเอกสารในการยื่นสูตรการผลิตมีดังนี้
(1) หนังสือคำร้องแสดงวัตถุประสงค์ขอยื่นสูตรการผลิตโดยระบุชื่อผลิตภัณฑ์ แบบหรือชนิด ซึ่งจะต้องตรงกับใบขนสินค้าขาออกด้วย
(2) รายชื่อวัตถุดิบที่นำเข้ามาปผลิตเพื่อส่งออก โดยจะต้องมีชื่อให้ตรงกับใบขนสินค้าขาเข้า และหากมีชื่อที่เกรียกได้หลายชื่อให้ระบุมาในคำร้องด้วย
(3) กรรมวิธีการผลิต ในกรณีที่เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทสิ่งทอหรือรองเท้าให้จัดเตรียมแบบ (Pattern) ประกอบการพิจารณาด้วย
(4) ปริมาณการใช้วัตถุดิบในแต่ละแบบหรือชนิดของผลิตภัณฑ์นั้น โดยให้ระบุด้วยว่าประมาณการใช้วัตถุดิบดังกล่าว ได้รวมการสูญเสียที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ในระหว่างการผลิตสินค้านั้นหรือไม่ระบุให้ละเอียดทุกขั้นตอน
(5) หน่วยของวัตถุดิบควรจะต้องตรงกับที่สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้า เพื่อสะดวกในการพิจารณาคืนอากรหรือตัดบัญชีวัตถุดิบ
(6) Specification ของวัตถุดิบที่เป็นเคมีภัณฑ์
(7) ตัวอย่างของวัตถุดิบที่ขอคืนอากร
(8) ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์
(9) หากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกี่ยวกับวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ กรรมวิธีการผลิต ที่ได้ยื่นสูตรการผลิตไว้แล้ว ให้ทำหนังสือยื่นต่อฝ่ายหลักการ และสูตรการผลิตทราบล่วงหน้า ก่อนการส่งออกทุกครั้ง

(4) การส่งออกผลิตภัณฑ์
วัตถุ ดิบนำเข้าที่จะได้รับการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ วัตถุดิบนั้นจะต้องใช้ในการผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์และส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า หากไม่ส่งออกภายในกำหนดดังกล่าว จะสิ้นสิทธิในการได้รับคืนอากรเว้นแต่ได้รับอนุมัติ ให้ขยายเวลาออกไปได้เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยไม่อาจส่งออกได้ภายใน 1 ปี
ในการส่งออกผลิตภัณฑ์ผู้ส่งออกต้องยื่นใบขนสินค้าขาออกและต้องดำเนินการ ดังนี้
(1) ต้องมีใบแนบใบขนสินค้าขาออกตามแบบ กศก.113 ยื่นพร้อมกับชุดใบขนสินค้า โดเย็บแนบกับต้นฉบับใบขนสินค้า
(2) รายการในใบแนบใบขนสินค้า ให้สำแดงรหัสผู้ส่งออก เลขที่สูตรการผลิตตามที่รับแจ้ง จากกรมศุลกากร (กรณีที่ยังไม่ได้รับอนุมัติสูตรการผลิตให้สำแดงเลขที่รับคำร้อง ของกรมศุลกากรที่รับเรื่องของอนุมัติสูตรการผลิตของผู้ขอคืนอากร) และสำแดงชนิดของผลิตภัณฑ์ตามที่แจ้งไว้ในสูตรการผลิต และแยกสำแดงปริมาณแต่ละชนิดไว้ (ถ้ามี)
(3) ต้องมีบัญชีบรรจุหีบห่อ (Packing List) และบัญชีราคาสินค้าแนบติดใบแนบใบขนสินค้า เช่นเดียวกับต้นฉบับใบขนสินค้าขาออก
(4) ต้องสำแดงข้อความ "ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ" ด้วยอักษรสีแดงขนาดเขื่องไว้ตรงมุมขวามือของใบขนสินค้าขาออก และใบแนบใบขนสินค้าขาออก
(5) กรณีผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มิใช่ผู้นำของเข้าและประสงค์ จะโอนสิทธิการคืนอากรให้แก่ผู้นำเข้าวัตถุดิบรายใด จะต้องสำแดงชื่อผู้นำเข้าวัตถุดิบที่จะโอนสิทธิให้คืนอากรด้วย
(6) ในการส่งออกผลิตภัณฑ์ เจ้าหน้าที่ศุลกากรผู้ตรวจปล่อยจะชักตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกให้หน่วยงาน ที่พิจารณาคืนอากร เพื่อตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ส่งออก เว้นแต่ผู้ส่งของออกที่ได้รับการผ่อนผันการชักตัวอย่างสินค้า เช่น ผู้ส่งออกระดับบัตรทอง ผู้ส่งของออกที่มอบหมายให้ Customs Broker ผ่านพิธีการส่งของออกแทน หรือที่ผู้ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ที่ได้รับอนุมัติให้ผ่อนผันจากกรมศุลกากรให้ไม่ต้องชักตัวอย่าง เป็นต้น

(5) การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้า
ผู้ ส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการผ่อนผันชักตัวอย่างสินค้า หน่วยงานที่ตรวจปล่อยสินค้าจะจัดส่งใบแนบใบขนสินค้าพร้อมตัวอย่างสินค้า ไปให้หน่วยงานที่พิจารณาคืนอากรตามมาตรา 198 ทวิ ทำการตรวจวิเคราะห์ว่าตรงตามสูตรการผลิตที่ได้รับอนุมัติจากกรมศุลกากรหรือ ไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้าให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันรับใบแนบฯ และตัวอย่างสินค้าสำหรับตัวอย่างผู้ส่งของออก จะต้องยื่นคำร้องเพื่อขอรับคืนภายใน 15 วันนับแต่วันที่ส่งสินค้าออก หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว กรมศุลกากรจะดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไป

(6) การยื่นคำร้องขอคืนอากร
เมื่อ มีการผลิต ผสม ประกอบหรือบรรจุสินค้าและส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำวัตถุดิบเข้าแล้ว ผู้นำวัตถุดิบเข้าต้องยื่นคำร้องขอคืนค่าภาษีอากรตามมาตรา 19 ทวิ หรือผู้ขอคืนค้ำประกันตามมาตรา 19 ตรี ภายใน 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งของออก (เวลา 6 เดือนนี้สามารถขอขยายจากกรมศุลกากรได้) โดยต้องยื่นคำร้องตามแบบ กศก.111 ตามรายการและปริมาณที่กำหนดไว้ในสูตรการผลิต ใบขอคืนอากร 1 ชุด จะมีใบขนสินค้าจำนวนเท่าใดก็ได้ และให้ยื่นได้ที่ฝ่ายสูตรและคืนอากรการผลิตเพื่อส่งออก 1-5 หรือที่หน่วยคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ สำหรับตัวแทนออกของรับอนุญาต (กรณี Customs Broker ยื่นคำร้องขอคืนอากรแทน) หรือที่หน่วยคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ โดยวิธีวางประกันลอย (สำหรับผู้ประกอบการที่ค้ำประกันค่าภาษีอากรด้วยวิธีวางประกันลอย) ส่วนคืนอากร สำนักงานศุลกากรส่งออกท่าเรือกรุงเทพ ณ ชั้น 2-3 อาคาร 120 ปี กรมศุลกากร
เมื่อผู้นำของเข้า ยื่นคำร้องขอคืนอากร กรณีใบขนสินค้าครบถ้วน และเอกสารสำแดงถูกต้อง หน่วยงานที่พิจารณาคืนอากรได้ตรวจสอบตามระเบียบแล้ว จะออกใบสั่งจ่ายเงินตามแบบ กศก. 108 หรือหนังสือแจ้งคืนค้ำประกันตามส่วนที่ส่งออกตามแบบ กศก. 109
ระยะเวลาในการพิจารณาอนุมัติให้คืนค่าภาษีอากรหรือคืนค้ำประกัน กรมศุลกากรได้กำหนดไว้ดังนี้
(1) ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับใบขอคืนค่าภาษีอากร สำหรับผู้ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ทั่ว ๆ ไป ที่ชุดคำขอคืนมีจำนวนใบขนสินค้าทั้งสิ้นไม่เกิน 50 ฉบับต่อชุด กรณีชุดคำขอคืนที่มีจำนวนใบขนสินค้าเกินกว่า 50 ฉบับ กรมศุลกากรจะเร่งพิจารณาอนุมัติให้เสร็จภายในระยะเวลาอันสมควร
(2) ภายใน 1 วันทำการนับแต่วันรับเรื่องสำหรับผู้ขอคืนอากรที่เป็นผู้ส่งออกระดับบัตรทอง (Gold Card) และเจ้าหน้าที่ต้องตรวจเอกสารให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันรับเรื่อง
(3) คืนก่อนตามจำนวนที่ขอภายใน 1 วันนับแต่วันได้รับคำขอ สำหรับผู้ขอคืนอากรที่ให้ตัวแทนออกของระดับพิเศษยื่นคำร้องขอคืนแทน และเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารภายหลังให้เสร็จสิ้น ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับเรื่อง
(4) คืนก่อนตามจำนวนที่ขอภายในไม่เกิน 15 นาที นับแต่วันรับคำขอสำหรับผู้ขอคืนค่าภาษีอากร ตามมาตรา 19 ทวิ โดยวิธีวางประกันลอย
(7) การดำเนินการสำหรับวัตถุดิบที่ไม่ส่งออก
วัตถุ ที่นำเข้ามาเพื่อผลิต ผสม ประกอบเพื่อบรรจุส่งออกตามมาตรา 19 ทวิ หากส่งออกไม่หมดภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้าวัตถุดิบดังกล่าวจะต้องถูกดำเนินการดังนี้
(1) ไม่ได้รับคืนค่าภาษีอากร กรณีได้ชำระอากรด้วยเงินสดไว้ตอนนำเข้า
(2) ต้องขำระค่าภาษีพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือนโดยไม่คิดทบต้น กรณีใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารวางประกันค่าภาษีอากรตอนนำเข้า
(3) ไม่ได้รับสิทธิลดอัตราอากรลงเหลือกึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 5 ของอัตราอากรปกติ ตามประกาศกระทรวงการคลัง ที่ ศก. 2/2542 ลงวันที่ 1 มกราคม 2542

มาตรการพิเศษเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทว

เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ อันได้แก่ การพิจารณาอนุมัติสูตรการผลิตล่าช้า การอนุมัติคืนอากรล่าช้า ตลอดจนเอกสารที่ประกอบการขอคืนอากรสูญหาย เป็นต้น กรมศุลกากรจึงได้กำหนดมาตรการพิเศษเพื่อแก้ปัญหาและปรับปรุงระบบการคืนอากร ตมมาตรา 19 ทวิ ดังกล่าว ให้ดียิ่งขึ้น ดังนี้
(1) ปรับปรุงหน่วยงานที่มีหน้าที่คืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ให้สามารถให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) อย่างแท้จริง โดยการนำงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ มารวมอยู่ในสถานที่แห่งเดียวกันทั้งหมด โดยแบ่งกลุ่มงานออกเป็นกลุ่มย่อยจำนวน 7 กลุ่ม ทำให้เกิดความชัดเจนในการให้บริการคืนอากรยิ่งขึ้น ดังนี้
(2) กำหนดระเบียบปฏิบัติให้เพิ่มใบแนบใบขนสินค้าขาเข้าขึ้นมาอีก 1 ฉบับ แล้ว ให้ผู้นำของเข้าสามารถรับมอบใบแนบใบขนสินค้าขาเข้า ที่เพิ่มขึ้นมาได้ทันทีจากหน่วยงานที่ตรวจปล่อยสินค้าเพื่อนำมาขอคืนอากร ได้แทนต้นฉบับใบขนสินค้า และผู้ส่งของออกสามารถรับมอบใบแนบใบขนสินค้าขาออก เพื่อขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ได้ทันทีที่หน่วยงานตรวจปล่อยสินค้า หรือหน่วยงานที่ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างสินค้า ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องเอกสารที่ใช้คืนอากรสูญหายได้ (ประกาศกรมฯ ที่ 66/2540 , คำสั่งกรมฯ ที่ 160/2541)
(3) คืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ สำหรับวัตถุดิบที่เป็นของใช้สิ้นเปลืองได้ โดยเดิมกรมฯ เห็นว่าไม่เป็นของที่ติดไปกับสินค้าส่งออกจึงไม่คืนอากรให้ แต่ปัจจุบันพิจารณาเห็นว่าเป็นของที่นำเข้ามาเพื่อผลิตสินค้าส่งออก สามารถขอคืนอากรได้ เช่น กระดาษทราย ผงขัด น้ำยาขัดเงา สักหลาด น้ำยาผสมที่ใช้ในการขัด สิ่งที่ใช้ในการขัดต่าง ๆ ชอล์ค กระดาษคาร์บอน และแบบ (Pattern) เป็นต้น (ประกาศกรมฯ ที่ 89/2540)
(4) ผ่อนผันการชักตัวอย่างสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการตามมาตรา 19 ทวิ ที่เป็นส่งออกระดับบัตรทอง หรือผู้ที่มอบให้ตัวแทนออกของระดับพิเศษผ่านพิธีการแทน (ประกาศกรมฯ ที่ 8/2542 และ ที่ 69/2543)
(5) นำระบบการคืนอากรโดยวิธีวงประกันลอยมาใช้ ทำให้การคืนอากรรวดเร็วภายใน 5 นาที และคืนได้ทุกครั้งที่ส่งออก ซึ่งจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องการใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร ค้ำประกันค่าภาษีอากรลงได้มาก ก่อให้เกิดสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการตามมาตรา 19 ทวิ ยิ่งขึ้น (ประกาศกรมฯ ที่ 74/2540)
(6) จัดตั้งหน่วยบริการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ สำหรับ Customs Broker ขึ้นเพื่อบริการคืนอากรแก่ผู้ประกอบการที่มอบให้ Customs Broker ดำเนินการแทน ซึ่งจะคืนอากรให้ภายใน 1 วัน สำหรับตัวแทนออกของระดับพิเศษ รวมทั้งอนุมัติหลักการรวดเร็วภายใน 1 วัน สำหรับตัวแทนออกของระดับพิเศษ รวมทั้งอนุมัติหลักการรวดเร็วภายใน 1 วัน และอนุมัติสูตรการผลิตภายใน 10 วันเท่านั้น
(7) ลดอัตราอากรสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ ลงเหลือกึ่งหนึ่งหรือเหลือร้อยละ 5 ของอัตราที่เรียกเก็บเป็นการทั่วไป สำหรับผู้ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงการคลังที่ ศก.1/2542 ซึ่งจะช่วยให้ลดภาระของวงเงินค้ำประกันของธนาคาร ที่นำมาวางประกันค่าภาษีอากรที่กรมศุลกากร (ไม่ให้ลดอัตราอากรกรณีที่ชำระอากรด้วยเงินสด)
(8) ผู้ที่ได้รับการจัดระดับเป็นผู้นำของเข้า/ส่งออกระดับบัตรทอง (Gold Card) และผู้ส่งออกที่ผ่านพิธีการศุลกากรโดยตัวแทนออกของรับอนุญาต (Customs Broker) จะได้รับสิทธิประโยชน์ไม่ต้องเปิดตรวจของที่ส่งออกโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรใน ขณะส่งออก

การคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ โดยระบบบัญชี

การคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ โดยระบบบัญชี

คุณสมบัติของผู้นำของเข้าที่จะใช้ระบบบัญชีในการขอคืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ
(1) มีโรงงานผลิตเป็นของตนเอง และเป็นผู้นำของเข้า ผู้ผลิต และผู้ส่งออกเอง
(2) มีระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจไม่น้อยกว่า 2 ปี นับแต่วันเริ่มดำเนินการผลิต
(3) มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองรายงานทางบัญชีที่จัดทำขึ้น ตามหลักเกณฑ์ที่กรมศุลกากรกำหนด
(4) มีการจัดทำบัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป และมีงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองแบบไม่มีเงื่อนไข ในรายการที่มีผลกระทบต่อการคืนอากรตามาตรา 19 ทวิ
(5) ไม่มีหนี้สินค้างชำระต่อกรมศุลกากร
(6) ไม่มีประวัติที่กรมศุลกากรว่าเคยทุจริตในการขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ
(7) มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(7.1) ได้จดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์ของนิติบุคคลนั้นไว้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
(7.2) เป็นบริษัทมหาชน จำกัด
(7.3) เป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ คณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรับรองว่ามีฐานะการเงินมั่นคง เป็นที่น่าเชื่อถือตามหลักเกณฑ์ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กำหนดโดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมศุลกากร
(7.4) เป็นสมาชิกสภาหอการค้าไทย และคณะกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รับรองว่ามีฐานะการเงินมั่นคงเป็นที่น่าเชื่อถือตามหลักเกณฑ์ ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกำหนด โดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมศุลกากร
(7.5) ได้นำส่งงบการเงินต่อกระทรวงพาณิชย์ ตามข้อกำหนดของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้รับรองว่าเป็นกิจการที่มีกำไรย้อนหลัง ไม่ต่ำกว่า 2 ปีบัญชีติดต่อกัน

ขั้นตอนการปฏิบัติของผู้นำของเข้าในการขอใช้ระบบบัญชี เพื่อขอคืนเงินอากรตามมาตรา 19 ทวิ

(1) ให้ผู้นำของเข้ายื่นขออนุมัติผู้สอบบัญชีต่อหน่วยงานที่พิจารณาคืนอากรของ แต่ละสำนักงานศุลกากร และเมื่อกรมศุลกากรอนุมัติ แล้วจะออกหนังสือแจ้งให้ผู้ขอคืนอากรทราบตามแบบฟอร์มแนบท้ายประมวลฯ นี้
(2) ผู้นำของเข้ายื่นคำร้องขอใช้ระบบบัญชีเพื่อขอคืนเงินอากร ต่อหน่วยงานที่พิจารณาคืนอากรของแต่ละสำนักงานศุลกากรพร้อมหลักฐาน ดังนี้
(2.1) หนังสืออนุมัติผู้สอบบัญชี ตามแบบที่กำหนด
(2.2) หนังสือแสดงว่าเป็นผู้ได้รับอนุมัติในหลักการให้ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ
(2.3) ใบอนุญาตจัดตั้งโรงงาน (แบบ ร.ง.2) และใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (แบบ ร.ง.4)
(2.4) งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี บัญชีย้อนหลัง
(2.5) หลักฐานต้นฉบับพร้อมสำเนาที่รับรองถูกต้องอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
ก. หนังสือรับรองการจดทะเบีนซื้อขายหลักทรัพย์ของนิติบุคคลนั้น ไว้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ข. ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็น บริษัท มหาชน จำกัด
ค. หนังสือรับรองการเป็นสมาชิกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรับรองว่ามีฐานะการเงินมั่นคง เป็นที่น่าเชื่อถือได้ตามหลักเกณฑ์ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกำหนด โดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมศุลกากร
ง. หนังสือรับรองการเป็นสมาชิกสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รับรองว่ามีฐานะการเงินมั่นคงเป็นที่น่าเชื่อถือ ได้ตามหลักเกณฑ์ที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทสไทยกำหนด โดยความเห็นชอบของอธิบดีกรมศุลกากร
จ. งบการเงินตามข้อกำหนดของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้รับรองว่า เป็นกิจการที่มีกำไรย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 2 ปี บัญชีติดต่อกัน
เมื่อกรมศุลกากรหรือผู้ที่ได้ รับมอบหมายพิจารณาอนุมัติให้ผู้นำของเข้า ใช้ระบบบัญชีในการขอคืนอากรแล้วจะออกหนังสือแจ้งให้ผู้นำของเข้าทราบ และให้ใช้ระบบบัญชีในการขอคืนอากรนับแต่วันที่กรมศุลกากรอนุมัติ

การจัดทำบัญชีวัตถุดิบและการรายงาน

เมื่อผู้นำของเข้าได้รับอนุมัติใช้ระบบบัญชีแล้วให้ปฏิบัติดังนี้
(1) เมื่อมีการนำเข้าวัตถุดิบ ผู้นำของเข้าจะต้องจัดทำบัญชีวัตถุดิบนำเข้า ตามแบบ กศก.153
(2) เมื่อมีการผลิตสินค้า ผู้นำของเข้าจะต้องจัดทำบัญชีการผลิตสินค้าสำเร็จรูป ที่ผลิตจากวัตถุดิบที่นำเข้า ตามแบบ กศก.154 บัญชีทั้งสองแบบนี้ให้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ในการจัดทำรายงานรายเดือน เพื่อส่งส่วนคืนอากร สำนักงานศุลกากรส่งออกท่าเรือกรุงเทพหรือหน่วยงานที่พิจารณาคืนอากร ดังนี้
ก. รายงานวัตถุดิบนำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ ตามแบบ กศก.155
ข. รายงานสินค้าสำเร็จรูปที่ผลิตจากวัตถุดิบนำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ ตามแบบ กศก.156
ค. รายงานการคำนวณวัตถุดิบนำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ ที่ใช้ผลิตรายเดือน ตามแบบ กศก.157
รายงาน ประจำเดือนที่จัดทำทั้ง 3 แบบ ผู้นำของเข้าจะต้องส่งหน่วยงาน ที่พิจารณาคืนอากรของแต่ลำสำนักงานศุลกากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

การยื่นคำร้องขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ

เมื่อผู้นำของเข้าประสงค์จะขอคืน อากรตามมาตรา 19 ทวิ ให้ยื่นคำร้องขอคืนอากร (ตามแบบ กศก.111) พร้อมด้วยรายงานสรุปการคำนวณวัตถุดิบนำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ ที่ใช้ผลิตสินค้า (ตามแบบ กศก.158) และรายงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตามแบบที่กรมศุลกากรอนุมัติแนบท้าย ต่อหน่วยงาน ที่มีการคืนอากรของแต่ละสำนักงานศุลกากร และกรมศุลกากรจะพิจารณาคืนอากรภายใน 7 วันทำการ นับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอคืนอากร

การสำแดงใบขนสินค้าขาเข้า ใบขนสินค้าขาออก ใบแนบใบขนสินค้าขาออก

ให้ผู้ส่งของออกสำแดงข้อความว่า " ใช้ระบบบัญชี" ด้วยอักษรสีแดงขนาดเขื่อง โดยใช้วิธีประทับตราหรือเขียนตัวบรรจงไว้ตรงมุมบนขวา ทั้งในต้นฉบับใบขนสินค้าขาเข้า และสำเนาใบขนสินค้าขาออก ใบแนบใบขนสินค้าขาออกและสำเนา
กรณี ที่การผลิตครั้งใด มีการใช้วัตถุดิบเป็นปริมาณที่แตกต่างจากการผลิตตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญหรือมีส่วนสูญเสียที่ผิดปกติเกิดขึ้นโดยมิได้มาจากการผลิต ให้ผู้นำของเข้าทำหนังสือชี้แจงต่อหน่วยงานที่พิจารณาคืนอากรของแต่ละสำนัก งานศุลกากรภายใน 7 วันทำการ นับจากวันที่ผลิตครั้งนั้นเสร็จสิ้น หรือมีส่วนสูญเสียผิดปกติเกิดขึ้นโดยต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากผู้สอบ บัญชี และปริมาณที่แตกต่างจากการผลิตตามปกติ กรมศุลกากรพิจารณาให้ความเป็นจริง
คำ ว่า "ส่วนสูญเสียที่เกิดขึ้นปกติ" ให้หมายความถึง ส่วนของวัตถุดิบนำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ ที่ใช้กระบวนการผลิตและได้มีเศษ หดหาย เหือดหาย ขาดจำนวน สูญเสียไปอันเกิดจากกรรมวิธีการผลิต ส่วนสูญเสียที่เกิดขึ้นตามปกติให้ถือเป็นส่วนส่วนสูญเสียที่รวมอยู่ในวัตถุ ดิบที่ใช้ในการผลิต โดยไม่ต้องแยกแสดงไว้ต่างหากจากบัญชีวัตถุดิบที่ในการผลิตปกติ
คำ ว่า "ส่วนสูญเสียที่เกิดขึ้นผิดปกติ" ให้หมายความถึง ส่วนของวัตถุดิบนำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการผลิต เช่นความเสียหายที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ความล้าสมัย การเสื่อมคุณภาพของวัตถุดิบ การโจรกรรม ความด้อยประสิทธิภาพของเครื่องจักรการผลิต และการควบคุมการผลิตขาดประสิทธิภาพ ส่วนสูญเสียที่เกิดขึ้นผิดปกตินี้ให้แยกไว้ต่างหาก จากวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปกติ และต้องแจ้งให้กรมศุลกากรทราบภายในกำหนดเวลา ตามที่กำหนดในวรรคแรก
นอก จากความที่กล่าวมาข้างต้นส่วนสูญเสียใด จะถือว่าเป็นส่วนสูญเสียปกติหรือส่วนสูญเสียที่ผิดปกติ ให้หน่วยงานที่พิจารณาคืนอากร ของแต่ละสำนักงานศุลกากรพิจารณาเสนอกรมฯ ทั้งนี้การตัดบัญชีให้กระทำได้เฉพาะส่วนสูญเสียที่เกิดขึ้นปกติเท่านั้น
กรณี เจ้าหน้าที่ศุลกากรจำเป็นต้องตรวจสอบระบบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ผู้นำของเข้าจะต้องยินยอมและให้ความสะดวกเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา ทั้งนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้อำนวยการสำนัก สำนักงานศุลกากรส่งออกท่าเรือกรุงเทพฯ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
เจ้า หน้าที่ตรวจพบว่าผู้นำของเข้าได้รับเงินอากร และหรือหนังสือค้ำประกันที่ขอคืนผิดไป จากจำนวนที่พึงได้รับตามกฎหมายภายหลังจากผู้นำของเข้าได้รับเงินอากร และ/หรือหนังสือค้ำประกันจากกรมศุลกากรไปแล้ว หากเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบว่า ผู้นำของเข้า ได้รับเงินอากรและ/หรือหนังสือค้ำประกันที่ขอคืนผิดไป จากจำนวนที่พึงได้รับตามกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับของกรมศุลกากร เป็นเหตุให้กรมศุลกากรคืนเงินอากร และ/หรือหนังสือค้ำประกันเกินกว่าที่ควรได้รับผู้นำของเข้าต้องนำเงินส่วน ที่เกิน พร้อมจำนวนเงินเพิ่มมาชำระให้กรมศุลกากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากกรมศุลกากร
ผู้ นำของเข้าที่ประสงค์จะยกเลิกการใช้ระบบบัญชี การขอคืนอากรให้แจ้งาต่อหน่วยงาน ที่มีการคืนอากรของแต่ละสำนักงานศุลกากรเพื่ออนุมัติ และมีผลนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ

คุณสมบัติของผู้สอบบัญชีจดทะเบียนต่อกรมศุลกากร

(1) เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี และมีคุณสมบัติไม่ขัดต่อคุณสมบัติของผู้สอบบัญชี ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด และใบอนุญาตไม่ขาดอายุ ไม่ถูกสั่งพัก และไม่เคยถูกเพิกถอนโดยคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพ สอบบัญชี (กบช.)
(2) เป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติงานเป็นผู้สอบบัญชีโดยลงลายมือชื่อ เพื่อแสดงความเห็นในการสอบบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ติดต่อกัน และไม่น้อยกว่า 3 บริษัท ก่อนวันที่ยื่นคำขอต่อกรมศุลกากร
(3) ไม่เป็นผู้สอบบัญชีที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตในการตรวจสอบ และรับรองบัญชี โดยอธิบดีกรมสรรพากรตามประมาบรัษฎากร
(4) ไม่เป็นผู้สอบบัญชีที่สำนักงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือธนาคารแห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานอื่น ของทางราชการหรือรัฐวิสาหกิจเคยเพิกถอนการให้ความเห็นชอบ
(5) ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการกรมศุลกากร

หลักเกณฑ์การขอความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชี

(1) ให้ผู้สอบบัญชียื่นแบบคำขอความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชี พร้อมด้วยหนังสือรับรองของผู้สอบบัญชี ประวัติ และรายละเอียดของผู้สอบบัญชี หนังสือรับรองของหัวหน้าสำนักงานสอบบัญชี พร้อมทั้งแนวทางการตรวจสอบบัญชี (Audit Program) และงบการเงิน ทั้งนี้กรมศุลกากรอาจกำหนดให้ผู้สอบบัญชีดังกล่าว จัดส่งข้อมูลอื่นเพื่อประกอบการพิจารณาตามที่เห็นสมควรด้วยก็ได้
(2) ในการพิจารณาคำขอความเห็นชอบผู้สอบบัญชี กรมศุลกากรจะแจ้งผลการพิจารณาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องและครบตามข้อ (11.1) ของประกาศกรมฯ ที่ 12/2540
(3) กรมศุลกากรอาจเพิกถอนการให้ความเห็นชอบเป็น ผู้สอบบัญชีได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
ก. ผู้สอบบัญชีขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งตามข้อ (11.1) ของประกาศกรมฯ ที่ 12/2540
ข. ผู้สอบบัญชีที่กรมศุลกากรเห็นว่าปฏิบัติงานการสอบบัญชีบกพร่อง หรือรับรองรายงานที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง อันอาจเกิดความเสียหายต่อกรมศุลกากรรวม ทั้งให้ความร่วมมือหรือปฏิบัติตามข้อแนะนำของกรมศุลกากรด้วยดีกรมศุลกากรอาจ ขึ้นทะเบียนบุคคลดังกล่าว และไม่ให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของกรมศุลกากรอีก
ค. ผู้สอบบัญชีมิได้ลงลายมือชื่อเพื่อแสดงความเห็นในการสอบบัญชี ของผู้นำของเข้าตามที่กำหนดในข้อ
(4) ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่กรมศุลกากรได้ให้ความเห็นชอบ หรือวันที่ผู้สอบบัญชีลงลายมือชื่อเพือ่แสดงความเห็น ในการสอบบัญชีของผู้นำของเข้าดังกล่าวครั้งล่าสุด
(5) ในกรณีที่กรมศุลกากรไม่ให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชีรายใด ผู้สอบบัญชีรายนั้นอาจยื่นขอความเห็นชอบ ต่อกรมศุลกากรได้อีกเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่กรมศุลกากรไม่ให้ความเห็นชอบ
หากกรม ศุลกากรไม่ให้ความเห็นชอบผู้สอบบัญชี ที่ผู้นำของเข้าขอมาเมื่อผู้นำของเข้ายื่นขอความเห็นชอบ เป็นผู้สอบบัญชีรายใหม่ต่อกรมศุลกากรภายใน 30 วัน

การคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ โดยวิธีวางประกันลอย

มาตรการส่งเสริมการส่งออกโดยการคืน อากรตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 นั้น ที่ผ่านมาผู้ประกอบการจะต้องชำระภาษีอากร หรือวางประกันค่าภาษีอากรก่อนทุกครั้งที่มีการนำของเข้าหรือทุก Shipment และจะขอคืนอากรหรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารได้ ภายหลังจากที่ได้ส่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุด้วยของที่นำเข้านั้นออกไปต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า โดยจะต้องขอคืนภายใน 6 เดือนนับแต่วันส่งออกด้วย ทำให้ผู้ประกอบการมีภาระด้านการค้ำประกันค่าภาษีอากรในวงเงินที่สูง ขาดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดภาระของผู้ผลิตเพื่อการส่งออก โดยขอคืนอากรตามาตรา 19 ทวิ กรมศุลกากรจึงได้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกด้วยการคืนอากรตามาตรา 19 ทวิ โดยวิธีวางประกันลอย

หลักการของระบบการคืนอากรโดยวิธีวางประกันลอย

(1) ผู้นำของเข้าสามารถนำวัตถุดิบเข้าโดยไม่ต้องไปขอหนังสือค้ำประกัน ของธนาคารตราบใดที่ค่าภาษีอากรของของที่นำเข้า ยังไม่เกินวงเงินค้ำประกันลอยที่ได้รับอนุมัติจากธนาคาร
(2) ธนาคารจะลดวงเงินค้ำประกันลงเท่ากับค่าภาษีอากร ของวัตถุดิบที่นำเข้าแต่ละครั้ง
(3) ธนาคารคิดค่าธรรมเนียมเฉพาะวงเงินค้ำประกันที่ลดลง เนื่องจากการค้ำประกันวัตถุดิบที่นำเข้าแต่ละครั้ง ไม่ได้คิดจากยอดรวมของวงเงินค้ำประกันที่กล่อยให้ผู้ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ
(4) ผู้ขอคืนอากรสามารถขอคืนอากรได้ทุกครั้งที่ส่งออก และจะได้รับการคืนอากรทันที่ที่ยื่นคำร้องขอคืนอากร จะเป็นการเพิ่มวงเงินที่ได้รับคืนกลับเข้าไปในวงเงินค้ำประกันลอย ไม่ได้คืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารหรือคืนเป็นเงินสดแต่อย่างใด

ขั้นตอนดำเนินการของระบบการคืนอากรโดยวิธีวางประกันลอย

(1) ผู้ประกอบการติดต่อธนาคาร เพื่อขอให้ค้ำประกันค่าภาษีอากร ต่อกรมศุลการในวงเงินที่ผู้ประกอบการพิจารณาเห็นสมควร
(2) ธนาคารออกเอกสารค้ำประกัน พร้อมแจ้งให้กรมศุลกากรทราบทางคอมพิวเตอร์ ระบบออนไลน์
(3) ผู้ประกอบการขอหลักการคืนอากรตามาตรา 19 ทวิ โดยวิธีวางประกันลอย พร้อมมอบหนังสือประกันของธนาคาร ให้ต่อหน่วยคืนอากรโดยวิธีวางประกันลอย สำนักงานศุลกากรส่งออกท่าเรือกรุงเทพ กรมศุลกากร
(4) หน่วยคืนอากรโดยวิธีวางประกันลอย ลงทะเบียนรับหนังสือค้ำประกัน เก็บหนังสือค้ำประกันไว้ที่หน่วยฯ พร้อมอนุมัติหลักการ
(5) ผู้ประกอบการนำของเข้าและยื่นใบขนสินค้าตามปกติ แต่ก่อนการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต้องนำ ใบขนสินค้าฯ ไปยื่นให้หน่วยคืนอากร โดยวิธีวางประกันลอยเพื่อบันทึกวงเงินประกันก่อน และลดวงเงินประกันตามจำนวนของค่าภาษีอากรวัตถุดิบที่นำเข้า
(6) ผู้ประกอบการทำการผลิต ผสม ประกอบ หรือบรรจุสินค้า
(7) ยื่นสูตรการผลิต และรหัสสินค้าต่อหน่วยคืนอากร โดยวิธีวางประกันลอยภายในเวลาอันสมควร ก่อนการยื่นใบขนสินค้าขาออก
(8) ส่งออกสินค้าโดยยื่นใบขนสินค้าขาออกตามพิธีการปกติ
(9) ขอคืนอากรโดยสามารถขอคืนได้ทันทีหลังวันเรือออก และขอคืนได้ทุกครั้งที่มีการส่งออก ไม่ต้องรองให้ส่งออกครบทั้งจำนวนที่นำเข้า
(10) หน่วยคืนอากรโดยวิธีวางประกันลอย จะพิจารณาคืนอากรให้ได้ภายในเวลาไม่เกิน 15 นาที นับแต่การรับคำร้องของผู้ขอคืนอากร
(11) ผู้ประกอบการจัดทำบัญชีวัตถุดิบที่นำเข้า เพื่อขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ แสดงการนำเข้า การส่งออก ยอดคงเหลือ ของวัตถุแยกตามใบขนสินค้า แต่ละฉบับให้กรมศุลกากรทราบเป็นรายเดือน
การ นำระบบการคืนอากรโดยวิธีวางประกันลอย มาใช้ในการค้ำประกันค่าภาษีอากรสำหรับของที่นำเข้าตามมาตรา 19 ทวิ จะเป็นการช่วยเหลือให้แก่ผู้ประกอบการตามมาตรา 19 ทวิ ให้เกิดสภาพคล่องมากยิ่งขึ้น เพราะจะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการที่จะต้อง ไปติดต่อขอหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร รวมถึงคืนอากรก็จะเกิดความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น กรมศุลกากรจึงได้ขอความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อเข้าร่วมโครงการนี้เป็นการนำร่องก่อน และได้นำระบบนี้มาใช้เป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2541 เป็นต้นมา ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ให้ความสนใจเข้ามาเข้าระบบการคืนอากรโดยวิธีวางประกันลอยเพิ่มมากขึ้น กรมศุลกากรจึงได้ขยายระบบให้ธนาคารพาณิชย์อีก 10 ธนาคารซึ่งสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้

ขั้นตอนการคืนอากรตามมาตรา 19ทวิ

โดยวิธีวางประกันลอย
1. การวางค้ำประกัน
1. ผู้นำของเข้าต้องวางประกันค่าภาษีอากร โดยใช้การประกันจากะนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในจำนวนเงินที่ผู้นำเข้ากำหนด
2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะเริ่มคิดค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน เมื่อมีการนำเข้าวัตถุดิบ
3. ใช้คอมพิวเตอร์ระหว่างธนาคาร และกรมศุลกากรดำเนินการตรวจสอบการค้ำประกัน และการคืนอากร
2. ขออนุมัติหลักการ
1. ยื่นคำรองขออนุมัติหลักการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ตามแบบ กศก.29 พร้อมเอกสารประกอบ
- ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนนิติบุคคล
- ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
- หนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์
- ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ถ้ามี)
2. สำนักงานศุลกากรส่งออกท่าเรือกรุงเทพ มีหนังสือแจ้งการอนุมัติหลักการ ให้ผู้ขอทราบภายใน 3 วัน นับแต่วันยื่นคำขอ
3. การนำเข้าวัตถุดิบ
1. ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าแนบสำเนาแบบ กศก. 99ก. และสำแดงข้อคาม "คืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ โดยวิธีวางประกันลอย"
2. หลังการผ่านพิธีการใบขนฯ ตามปกติ ก่อนการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มผู้นำเข้า ต้องนำใบขนสินค้า ไปยื่นยังหน่วยคืนอากร โดยวิธีวางประกันลอยก่อนเพื่อบันทึกการวางค้ำประกัน
3. ผู้นำของเข้าสามารรับใบแนบใบขนฯ แบบ กศก.99ก. จากหน่วยที่ตรวจปล่อยสินค้า หรือหน่วยงานที่ตรวจวิเคราะห์สินค้า เพื่อใช้ประกอบการคืนอากรแทนต้นฉบับใบขนฯ ได้
4. การยื่นสูตรการผลิต
1. ยื่นสูตรการผลิตต่อหน่วยคืนอากรโดยวิธีวางประกันลอย
2. ขอใช้สูตรมาตรฐาน
3. ขอใช้สูตรการผลิตร่วมกับผู้นำเข้ารายอื่น
4. ผู้นำเข้ากำหนดรหัสวัตถุดิบที่นำเข้า และแจ้งให้กรมศุลกากรทราบพร้อมการยื่นสูตรฯ
5. ให้ใช้สูตรการผลิตตัดบัญชีวัตถุดิบได้หลัง 10 วันนับแต่วันยื่น
5. การส่งออกผลิตภัณฑ์
1. ส่งสินค้าออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำวัตถุดิบเข้า
2. มีใบแนบใบขนสินค้าขาออกตามแบบ กศก.113 สำแดงข้อความคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ โดยวิธีการประกันลอย
3. สามารถรับใบแนบฯ แบบ กศก.113 จากเจ้าหน้าที่ศุลกากรไปใช้ประกอบการคืนอากรได้
6. การขอคืนอากร
1. ขอคืนอากรได้ทันทีทุกครั้งที่ส่งออก
2. ขอคืนตามแบบ กศก.113 พร้อมเอกสาร
- ใบแนบฯ แบบ กศก.113
- ใบแนบฯ แบบ กศก.99ก.
- รายงานคอมพิวเตอร์แสดงยอดอากที่ขอคืนตัดบัญชีวัตถุดิบ ตามหลักเข้าก่อนออกก่อน
- กรมศุลกากรจะบันทึกการคืนอากรในคอมพิวเตอร์ พร้อมยอดหลักฐานให้ผู้นำเข้า
7. การจัดทำรายงาน
1. กรมศุลกากรจะจัดทำรายงานความเคลื่อนไหวของวงเงินค้ำประกัน เป็นรายเดือน แจ้งผู้นำเข้าธนาคารทราบ
2 ผู้นำเข้าต้องจัดทำบัญชีวัตถุดิบเป็นรายเดือน แจ้งกรมศุลกากรตามแบบ กศก.168

เปรียบเทียบการคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ
ด้วยวิธีชำระอากรแบบธรรมดา กับวิธีวางประกันลอย

วิธีชำระอากรแบบธรรมดา วิธีวางประกันลอย
1. ต้องใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร มาวางประกันค่าภาษีอากรทุกครั้ง ที่นำวัตถุดิบเข้า 1. ธนาคารค้ำประกันค่าภาษีอากร ยอดรวมครั้งเดียว แล้วสามารถนำของเข้าได้หลายครั้ง
2. ขอคืนอากรเมื่อได้ส่งออกหมดทั้งจำนวนที่นำเข้าแล้ว 2. สามารถคืนอากรได้ทันที ทุกครั้งที่ได้ส่งสินตค้าออก ไม่ต้องรอให้ส่งออกหมดจำนวน
3. การคืนอากรมีความยุ่งยาก เนื่องจากต้องรวบรวมหลักฐานการส่งออก ทุกครั้งที่ส่งออกมายื่นประกอบการขอคืนอากร 3. ขอคืนอากรไม่ยุ่งยาก เพราะขอคืนในแต่ละครั้งที่ส่งออก
4. มีความล่าข้าในการพิจารณาคืนอากรของกรมศุลกากร เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสารมาก และเอกสารบางรายการสูญหายหรือล่าช้า 4. คืนอากรรวดเร็วภายใน 5 นาที นับแต่ได้รับคำร้องขอ
5. ผู้ประกอบการได้รับเงินอากร หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคารคืน 5. คืนโดยการเพิ่มยอดวงเงินค้ำประกัน ไม่ได้คืนเงินอากร หรือหนังสือค้ำประกันของธนาคาร

อ้างอิงจาก : http://www.haihaung.com/htdocs/1_73.html

 

การคืนอากรตามมาตรา 19 (Re-Export)

ความหมาย

การคืนอากรตามมาตรา 19 (Re-Export) หมายถึง การคืนอากรแก่ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ต่อมาผู้นำของเข้าได้ส่งของนั้นกลับออกไปยังต่างประเทศ โดยไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือลักษณะแต่ประการใด รวมทั้งส่งออกในลักษณะเป็นของหรือสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อเป็นของใช้สิ้น เปลืองสำหรับยานพาหนะที่เดินทางไปต่างประเทศ ทั้งนี้ หากผู้นำของเข้าได้ชำระอากรขาเข้าแล้วก็จะคืนให้เก้าในสิบส่วน หรือส่วนที่เกินหนึ่งพันบาทของจำนวนที่ได้เสียไป โดยคำนวณตามใบขนสินค้าขาออกแต่ละฉบับ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ดังนี้
มาตรา 19 ของใดที่พิสูจน์เป็นที่พอใจอธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายว่า เป็นของรายเดียวกันกับที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรและเสียอากรแล้ว ถ้าส่งกลับออกไปยังเมืองต่างประเทศหรือส่งไป เป็นของใช้สิ้นเปลืองในเรือเดินทางไปเมืองต่างประเทศ ให้คืนเงินอากรขาเข้าให้แก่ผู้นำของเข้าเก้าในสิบส่วน หรือส่วนที่เกินหนึ่งพันบาทของจำนวนที่ได้ เรียกเก็บไว้ โดยคำนวณตามใบขน
สินค้าขาออกแต่ละฉบับ แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
(ก) ระหว่างที่อยู่ในราชอาณาจักร ของนั้นมิได้ใช้ประโยชน์ด้วยประการใด ๆ เว้นแต่เพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งของนั้นกลับออกไป และมิได้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณะใด ๆ
(ข) ของนั้นได้ส่งกลับออกไปทางท่าหรือที่สำหรับการส่งออกซึ่งของที่ขอคืนอากรขาเข้า
(ค) ของนั้นได้ส่งกลับออกไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันนำเข้า และ
(ง) ต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นกลับออกไป
อธิบดี มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการพิสูจน์อง การส่งของกลับออกไป การจัดทำและยื่นเอกสารต่าง ๆ การคำนวณเงินอากรที่พึงคืนให้ และวิธีการอื่น ๆ เกี่ยวกับการขอคืนเงินอากรนี้

เงื่อนไขในการคืนอากรสำหรับสินค้าส่งกลับตามมาตรา 19

ของส่งกลับที่จะขอคืนอากรตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 จะต้องพิสูจน์ให้เป็นที่พอใจของอธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ระหว่างที่อยู่ในราชอาณาจักร ของนั้นมิได้ใช้ประโยชน์ด้วยประการใด ๆ เว้นแต่เพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งของนั้นกลับออกไป และมิได้เปลี่ยนแปลงรูปลักษณะใด
(2) ของนั้นได้ส่งกลับออกไปทางท่า หรือที่สำหรับการส่งออก
สำหรับ ท่าหรือที่ สำหรับการส่งออกซึ่งของที่ขอคืนอากรขาเข้าตามข้อ 2 ข้างต้นนี้ ปัจจุบันนี้มีกฎกระทรวงกำหนดท่า ที่ และสนามบินศุลกากร ซึ่งนำของเข้าได้ทุกประเภท และส่งของออกได้ทุกประเภทรวมทั้งของที่ขอคืนอากรขาเข้า และของที่มีทัณฑ์บนเพิ่มเติมขึ้นใหม่ มีดังนี้ กรุงเทพฯ กันตัง ภูเก็ต ระนอง ปาดังเบซาร์ สะเดา เบตง สุไหงโก-ลค หนองคาย มุกดาหาร นครพนม พิบูลมังสาหาร ปัตตานี คลองใหญ่ อรัญประเทศ นราธิวาส ตากใบ กระบี่ และท่าจันทบุรี เป็นต้น ทั้งนี้รวมทั้งสนามบินศุลกากรต่าง ๆ อีก 6 แห่งด้วย คือ สนามบินศุลกากรดอนเมือง ปากเกร็ด อุดรธานี หาดใหญ่ ภูเก็ต และเชียงใหม่
(3) ของนั้นได้ส่งกลับออกไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันนำเข้า
เงื่อนไข จำกัดข้อนี้มีเหตุผลเช้นเดียวกับการที่กฎหมายกำหนดอายุความไว้ ทั้งนี้เพราะขจองที่นำเข้ามานานเกินสมควรแล้วย่อมยิ่งยากแก่การตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์ตัวของ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือการที่จะตรวจสอบว่าของนั้น มิได้ถูกลักลอบใช้ประโยชน์มาก่อน ดัง
นั้นจึงกำหนดให้ส่งกลับได้ภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า กฎหมายเดิมกำหนดให้ส่งกลับภายใน 2 ปี นับแต่วันนำเข้า
(4) ต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ส่งของนั้นออกไป
กฎหมาย เดิมไม่ได้กำหนดเวลาในการยื่นคำร้องขอคืนไว้ เป็นการเพิ่มภาระให้แก่กรมศุลกากรอย่างยิ่ง เพราะไม่ทราบว่าจะตัดสินใจขอคืนหรือไม่ กรมศุลกากรต้องเก็บเอกสารรอไว้ถึง 10 ปีนับแต่วันส่งออก เพื่อให้หมดอายุความตามประมวลแพ่งและพาณิชย์ แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 19 นี้ต้องขอคืนภายใน 6 เดือน นับแต่วันส่งของนั้นกลับออกไป
ปัญญา ที่เคยมีการตีความกันแล้ว ได้แก่ การส่งกลับออกไปยังเมืองต่างประเทศนั้น หมายความว่าต้องส่งถึงเมืองใดเมืองหนึ่งนอกราชอาณาจักร ถ้าส่งออกไปทิ้งทางทะเลหลวง ก็มิใช่ส่งกลับออกไปยังเมืองต่างประเทศจึงไม่คืนอากรให้ และสำหรับเงื่อนไขที่ว่าของนั้นมิได้ใช้ด้วยประการใด ๆ เดิมกำหนดไว้ว่า ของนั้นมิได้ใช้หรือมิได้จัดทำด้วยประการใด ๆ เพื่อหากำไร ก็ได้เคยมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเหมือนกัน กรณีนำของมาตั้งแสดง ณ ศูนย์การค้าหรืองานสาธารณต่าง ๆ ไม่ถือว่าเป็นการหากำไรยังพอนำมาปรับกับเงื่อนไขตามกฎหมายใหม่ว่าของนั้นมิ ได้ใช้ด้วยประการใด ๆ ได้โดยอนุโลม
อธิบดี กรมศุลกากรมีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการพิสูจน์ของ การส่งของกลับออกไป การจัดทำและยื่นเอกสารต่าง ๆ การคำนวณเงินอากรที่พึงคืนให้ และวิธีการอื่น ๆ เกี่ยวกับการขอคืนเงินอากรนี้
การ ส่งของที่นำเข้ากลับออกไปเพื่อสิทธิคืนอากรนั้น มิใช้กิจกรรมของผู้ส่งออกฝ่ายเดียว เพราะเมื่อส่งออกตามเงื่อนไขแล้วศุลกากรจะต้องคืนค่าภาษีให้ จำเป็นจะต้องรู้เห็นมาตั้งแต่ต้น คืออย่างช้าที่สุดก็ตั้งแต่เมือ่ผู้ส่งออกเริ่มปฏิบัติพิธีการเพื่อการส่ง ออก ดังนั้น กฎหมายจึงให้อธิบดีมีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการพิสูจน์ของ การส่งของกลับออกไป การจัดทำและยื่นเอกสารต่าง ๆ การคำนวณเงินอากรที่พึงคืนให้และวิธีการอื่น ๆ เกี่ยวกับการาขอคืนเงินอากรนี้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประสงค์จะได้สิทธิประโยชน์ และพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติและตรวจสอบขั้นตอนการปฏิบัติ โดยมีมาตรฐานชัดเจนและตัดปัญหา

ประเภทของของส่งกลับ

ของส่งกลับออกไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ประเภทที่อยู่ในอารักขาศุลกากร หมายถึง ของที่ยังไม่ได้ปฏิบัติพิธีการชำระค่าภาษีอากรแล ะยังมิได้ตรวจปล่อยส่งมอบไปจากอารักขาของศุลกากรแต่ประกานใด ของประเภทนี้เมื่อผู้นำของเข้า หรือเจ้าของมีความประสงค์จะส่งกลับออกไป จะต้องจัดทำใบขนสินค้าขาเข้าและขาออกพร้อมกัน ปฏิบัติพิธีการศุลกากรโดยตรวจสอบรับรองใบขนสินค้าขาเข้า ชำระอากรจากหน่วยงานพิธีการนำเข้าก่อน แล้วนำใบขนฯ ดังกล่าว (ทั้งใบขนฯ ขาเข้าและใบขนฯ ขาออก) ไปให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานพิธีการส่งออก ตรวจสอบรับรองใบขนสินค้าขาออก แล้วจึงนำใบขนฯ ทั้งหมดไปให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานตรวจสินค้าขาเข้า ทำการตรวจปล่อยสินค้าแล้วจัดให้ศุลการักษ์คุมส่งไปยังหน่วยงาน ควบคุมการบรรทุก เพื่อควบคุมการบรรทุกลงเรือหรือบรรจุของเข้าตู้สินค้า (Container) เพื่อส่งออกไปต่างประเทศต่อไป
2. ประเภทที่อยู่นอกอารักขาศุลกากร หมายถึง ของที่ได้ปฏิบัติพิธีการชำระค่าภาษีอากรครบถ้วนถูกต้องแ ละได้ตรวจปล่อยส่งมอบไปพ้นจากอารักขาของศุลกากรแล้ว ต่อมา จะส่งของนั้นทั้งหมดหรือบางส่วนออกไปต่างประเทศ ผู้นำของเข้าจะต้องมาปฏิบัติพิธีการจัดทำใบขนสินค้าขาออก แล้วนำของที่จะส่งออกมา ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำการตราจปล่อย เช่นเดียวกับสินค้าส่งออกโดยทั่วไปตามปกติ

ขั้นตอนการดำเนินงานสำหรับ RE-Export

กรณีของอยู่ในอารักขาของศุลกากร
(1) ยื่นใบขนสินค้าขาเข้า และใบขนสินค้าขาออก และปฏิบัติพิธีการไปพร้อม ๆ กัน
(2) ชำระอากรขาเข้า 1 ใน 10 แต่ไม่เกิน 1,000 บาท
(3) ตรวจปล่อยสินค้าขาเข้าแล้วนำสินค้าไปขึ้นบรรทุกเรือต่างประเทศหรือบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ก่อนส่งออก

กรณีของอยู่นอกอารักขาของศุลกากร

(1) ยื่นใบขนสินค้าขาออกตามปกติโดยสำแดงว่าเป็นใบขนฯ Re-Export และระบุเลขที่ใบขนสินค้าขาเข้าที่ได้นำของเข้ามาในราชอาณาจักร
(2) เจ้าหน้าที่ศุลกากรทำเรื่องขอยืมใบขนสินค้าขาเข้าเพื่อแนบไปกับใบขนสินค้าขาออก
(3) ปฏิบัติพิธีการศุลกากรและตรวจปล่อยสินค้า
(4) ยื่นคำร้องขอคืนอากรที่หน่วยงานคืนอากรทั่วไป

อ้างอิงจาก : http://www.haihaung.com/htdocs/1_74.html

 

depthai

e-Commerce Registration No.

e-Commerce Registration No.

USEFUL LINKS