การชดเชยค่าภาษีอากรเป็นมาตรการช่วยเหลือทางภาษีอากรของรัฐ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำให้สามารถส่งสินค้าไปขายแข่งขันกับสินค้าของต่างประเทศ ทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศได้ ในกรณีที่การขายนั้นถือเป็นการส่งออกกฎหมาย ทั้งนี้ การจ่ายเงินดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524
ความหมาย
การชดเชยค่าภาษีอากร หมายถึง การที่รัฐบาลจ่ายเงินให้แก่ผู้ส่งออกในรูปของ "บัตรภาษี" สำหรับสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักร ซึ่งคลุมถึงการขายสินค้าภายในประเทศให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตาม โครงการเงินกู้หรือเงิยช่วยเหลือจากต่างประเทศ และคลุมถึงการขายสินค้าให้แก่องค์การระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานที่มีสิทธินำสินค้าเข้ามา โดยได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร เป็นการทดแทนค่าภาษีอากรที่ผู้ผลิตได้เสียไปในทุกขั้นตอน ของการผลิตอันได้แก่ บรรดาภาษีอากรที่มีอยู่ในมูลค่าของวัตถุอุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องจักร เชื้อเพลิง พลังงานอย่างอื่นที่ใช้ในการผลิตสินค้า แต่ไม่รวมถึงภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง ภาษีอากรที่ขอคืน ตามกฎหมายอื่นแล้ว ภาษีอากรส่วนท้องถิ่น และภาษีอากรตามที่คณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากร สินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรกำหนด
การจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากร ให้พิจารณาจ่ายตามอัตราเงินชดเชยที่กำหนดต ามประกาศคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราช อาณาจักร ซึ่งอาจกำหนดเป็นอัตราตามสภาพหรือตามราคาก็ได้
ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร
ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ได้แก่
(1) ผู้ส่งสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้รับหรือไม่ได้ใช้สิทธิคืนหรือยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี อากรตา มกฎหมายอื่นไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเองหรือไม่ก็ตามแต่สินค้านั้นจะต้องผลิตใน ราชอาณาจักร
คำว่า "ผลิต" หมายถึง การประกอบ แปรรูป แปรสภาพ หรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้มีขึ้นซึ่งสินค้าไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่เป็นสินค้าต้องห้ามมิให้ได้รับเงินชดเชยตามประกาศ คณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร ทั้งนี้การส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วยตามกฎหมายศุลกากร และได้รับเงินค่าราคาสินค้าเข้ามาในประเทศด้วย ถ้าเป็นการส่งออกเพื่อวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อการค้าย่อมไม่อาจขอรับ เงินชดเชยได้
ทั้งนี้ ผู้ส่งออกจะต้องปฏิบัติตาม มาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 กล่าวคือก่อนส่งออกต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตาม พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ.2469 แลกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง ถ้าเป็นกรณีส่งออกโดยรีบด่วนก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(2) ผู้ที่ขายสินค้าให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วย เหลือจากต่างประเทศ โดยไม่คำนึงว่าเป็นเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศทั้งจำนวนหรือ เพียงบางส่วน
(3) ผู้ที่ขายสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาค ที่ว่าด้วของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ให้แก่องค์การระหว่างประเทศ หรือหน่วยงานที่มีสิทธินำสินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร โดยได้รับยกเว้นอากรตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด
ผู้ขอรับเงินชดเชยจะต้องไม่ได้ใช้สิทธิคืนหรือยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่ส่งออก ดังนี้
(1) ขอคืนอากรขาเข้าตามมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482
(2) ยกเว้นอากรขาเข้าเกี่ยวกับคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทโรงผลิตสินค้าตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469
(3) ยกเว้นอากรขาเข้าเกี่ยวกับเขตอุตสาหกรรมส่งออก ตามพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522
(4) ยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 ที่มิใช่การยกเว้นหรือลดหย่อนอากรสำหรับเครื่องจักร
อัตราชดเชยค่าภาษีอากร
การจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากร พิจารณาจ่ายตามอัตราเงินชดเชยที่ก ำหดนตามประกาศคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออก ที่ผลิตในราชอาณาจักรซึ่งอาจกำหนดเป็นอัตราตามสภาพหรือตามราคาก็ได้
อัตราชดเชยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่
(1) ประกาศคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร ที่ อ 1/2543 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 เรื่อง กำหนดอัตราเงินชดเชย
(2) ประกาศคณะกรรมการพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร ที่ อ 2/2543 ลงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 เรื่อง กำหนดอัตราเงินชดเชย
สินค้าส่งออกที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชย
สินค้าส่งออกดังต่อไปนี้ห้ามมิให้ได้รับเงินชดเชย
(1) สินค้าที่ไม่ได้ผลิตในราชอาณาจักร
(2) แร่ ตามกฎหมายว่าด้วยแร่
(3) สินค้าซึ่งเสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมการส่งออกอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง
(4) สินค้าที่คณะกรรมการชดเชยฯ กำหนดให้ไม่ได้รับเงินชดเชยฯ ดังนี้
4.1 ประกาศคณะกรรมการชดเชยฯ ที่ 3/2527 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่ทำด้วยไม้สัก พยุง ชิงชัง ประดู่ มะค่าโง ขะเจ๊าะ(สาธร) และมะเกลือ ที่ไม่เหมาะจะนำไปแปรรูปเป็นอย่างอื่น
4.2 ประกาศคณะกรรมการชดเชยฯ ที่ 1/2535 ได้แก่
(1) ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ไม่ว่าจะเป็นข้าวเปลือก ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวนึ่ง ข้าวอบแห้ง ปลายข้าว หรือรำ
(2) ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี
(3) ข้าวโพด ไม่ว่าเป็นผักหรือเมล็ด อบ บด ทำให้เป็นซีกหรือชิ้น แต่ไม่รวมถึงแป้งข้าวโพดหรือข้าวโพดที่ผ่านกรรมวิธีเพื่อทำเป็นอาหารนอกจาก อาหารสัตว์ (ไม่รวมฝักข้าวโพดอ่อนที่เป็นผัก)
(4) หนังสัตว์ที่ยังไม่ได้ฟอก รวมทั้งเศษตัด และเศษ
(5) ยางของต้นยางตระกูลฮีเวีย ไม่ว่าจะเป็นยางแผ่น ยางแท่ง เศษยาง ยางก้อน น้ำยางหรือขี้ยางจากต้นยาง ยางปนดินหรือปนเปลือกต้นยางรวมทั้งยางในลักษณะอื่นซึ่งยังอยู่ในสภาพวัตถุ ดิบ
(6) รังไหม เส้นไหมดิบที่ยังมิได้ตีเกลียว และเส้นไหมที่ ทำด้วยไหม ขี้ไหม หรือเศษไหม
(7) ถั่วทุกชนิด ไม่ว่ากะเทาะเปลือก หรือทั้งเปลือก บด ทำให้เป็นซีกหรือชิ้นรวมทั้งกากถั่ว แต่ไม่รวมถึงแป้งถั่ว หรือถั่วที่ผ่านกรรมวิธีเพื่อทำเป็นอาหารนอกจากอาหารสัตว์ (ไม่รวมถึงฝักถั่วยาวที่เป็นฝัก)
(8) เมล็ดละหุ่ง
(9) ปอทุกชนิดรวมทั้งเศษปอ ไม่ว่าดิบหรือผ่านกรรมวิธีใด ๆ รวมทั้งปอ ที่เป็นเส้นใย แต่ไม่รวมถึงปอที่ปั่นเป็นเส้นหรือวัตถุประดิษฐ์อื่นจากปอ
(10) ครั่งดิบ ครั่งเม็ด
(11) มันสำปะหลัง ไม่ว่าเป็นหัว หรือจัดทำเป็นผล แป้ง เส้น ก้อน แท่ง ฝอย ชิ้น เม็ด หรือจัดทำในลักษณะอื่น รวมทั้งกากมันสำปะหลัง
(12) น้ำตาลทราย น้ำตาลทราบดิบ หรือน้ำตาลดิบ
(13) กากน้ำตาล กากมะพร้าว
(14) ผ้าย นุ่น งิ้ว ง้าว ไม่ว่าทั้งลูก กะเทาะเปลือกหรือแยกส่วนแล้ว รวมทั้งเมล็ด แต่ไม่รวมถึงปุยฝ้ายที่แยกเมล็ดออกแล้ว
(15) สัตว์ทุกชนิดที่มิใช่สัตว์น้ำและสัตว์ปีก รวมทั้งวัตถุพลอยได้จากสัตว์
(16) สัตว์น้ำที่มีชีวิต
(17) ทองคำ แพลทินัม ทองขาว เงิน นาค โลหะ เจือของวัตถุดังกล่าวรวมทั้งสิ่งทำเทียมวัตถุหรือสินค้าดังกล่าวด้วย แต่ไม่รวมถึงสินค้า ที่เป็นสิ่งที่ใช้ประดับกายหรือประดับเครื่องแต่งกาย
ขั้นตอนการขอรับเงินชดเชยฯ
ผู้ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรที่ประสงค์จะขดชดเชยค่าภาษีอากร กรณีจำหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศ จะต้องดำเนินการดังนี้
1. ขออนุมัติหลักการการขดชดเชยค่าภาษีอากร
ผู้ ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรเป็นครั้งแรก ต้องยื่นหนังสือแสดงความจำนงเพื่อขออนุมัติหลักการ ในการขอชดเชยค่าภาษีอากรตามแบบ กศก.169 โดยให้ยื่นที่งานธุรการ ฝ่ายชดเชยอากร ส่วนคืนอากร สำนักงานศุลกากรส่งออกท่าเรือกรุงเทพ พร้อมทั้งแนบเอกสารประกอบคำขออนุมัติหลักการ โดยรับรองสำเนาถูกต้อง จำนวน 2 ชุด ดังนี้
ก. ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ในกรณีเป็นกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ใช้บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี
ข. ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล หรือใบทะเบียนพาณิชย์ (ในกรณีเป็นห้างร้าน)
ค. หนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งแสดงวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลผู้มีอำนาจทำการแทน
ง. บัตรตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้จัดการที่กรมศุลกากรออกให้
จ. ใบอนุญาตประกอบการโรงงาน (รง.4) ในกรณีเป็นผู้ผลิตสินค้าเอง
ฉ. แผนที่เส้นทางที่จะไปที่ตั้งสถานประกอบการของผู้ขอรับเงินชดเชยภาษีอากร
ช. ทะเบียนบ้านเจ้าของหรือผู้จัดการ
ซ. ถ้าเจ้าของหรือผู้จัดการเป็นชาวต่างประเทศให้แนบภาพถ่าย WORK PERMIT และ PASSPORT จำนวน 2 ฉบับ
ต้นฉบับเอกสารดังกล่าวข้างต้นเมื่อตรวจสอบ ถูกต้องกับสำเนาภาพถ่ายแล้ว จะคืนให้แก่ผู้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงทันที
เมื่อฝ่ายชดเชยอากร ได้รับหนังสือแสดงความจำนงเพื่อขออนุมัติหลักการในการขอชดเชยค่าภาษีอากร พร้อมเอกสารประกอบครบถ้วนแล้ว จะพิจารณาอนุมัติหลักการภายใน 3 วันทำการ พร้อมออก "เลขรหัสผู้ขอชดเชย" ให้แก่ผู้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงของรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามลำดับคำขอ และจะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงทราบเป็นจดหมายลง ทะเบียน เมื่อผู้ยื่นหนังสือได้รับเลขรหัสผู้ขอชดเชยแล้ว ให้สำแดงเลขรหัสผู้ขอชดเชยดังกล่าวไว้ในต้นฉบับใบขนสินค้าขาออก สำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงินและชุดคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร (แบบ กศก.20 , กศก.20ก) ด้วยทุกครั้ง
2. ปฏิบัติพิธีการส่งออก
ผู้ที่ส่งออกที่มีความประสงค์ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร จะต้องปฏิบัติพิธีการศุลกากรเช่นเดียวกับการส่งสินค้าออกโดยทั่วไป กล่าวคือต้องยื่นใบขนสินค้าขาออก (ก.ศก. 101/1) พร้อมด้วยสำเนาใบขนสินค้าขาออกมุมสีน้ำเงิน เพื่อการชดเชยค่าภาษีอากรเพิ่มขึ้นอีก 1 ฉบับ แลแบบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร (แบบ กศก.129) ด้วย โดยจะต้องระบุรหัสประเภทใบขนสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสิทธิประโยชน์ที่ต้องการ เช่น หากสินค้าที่ส่งออกขอรับสิทธิประโยชน์ขอชดเชยค่าภาษีอากรอย่างเดียวให้ใช้ รหัส "217" หากมีสินค้าบางรายการขอชดเชยค่าภาษีอากรบางรายการขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ ให้ใช้รหัส "220" หรือหากมีสินค้าบางรายการขอใช้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน บางรายการขอชดเชยค่าภาษีอากรให้ใช้รหัส "223" เป็นต้น
3. จะรับรองการตรวจปล่อยและ/หรือรับรองการบรรทุกสินค้า
เมื่อส่งสินค้าออกไปต่างประเทศแล้ว เจ้าหน้าที่ศุลกการจะรับรองการตรวจปล่อยแล ะ/หรือรับรองการบรรทุกสินค้าไปกับยานพาหนะที่เดินทางออกไป นอกราชอาณาจักรลงในใบขนสินค้าขาออกและสำเนาใบขนสินค้าขาออก ฉบับมุมสีน้ำเงิน โดยให้ผู้ส่งออกไปขอรับสำเนาใบขนสินค้าขาออก ฉบับมุมสีน้ำเงินได้ที่หน่วยงานที่รับรองการบรรทุกนั้น
4. ยื่นแบบคำขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรฯ (กศก.20 มุมสีแดง) พร้อมสำเนาใบขนสินค้าขาออกฉบับมุมสีน้ำเงิน แบบ กศก.129 ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.10) และเอกสารหรือหลักฐานประกอบการขอรับเงินชดเชย เช่น ใบแจ้งการเข้าบัญชี (CREDIT NOTE หรือ CREDIT ADVICE)
- กรณีสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าเกินกว่า 500,000 บาท ให้แนบสำเนาแบบ ธ.ต.1
- กรณีที่มีการชำระเงินค่าขายสินค้าส่งออกเป็นเช็ค ดราฟต์ ให้แนบภาพถ่าย เช็ค ดาฟต์ ที่ธนาคารพาณิชย์รับรอง
- กรณีที่มีการรับชำระเงินค่าขายสินค้าส่งออกเป็นเช็คเดินทาง ให้แนบภาพถ่ายเช็คเดินทางที่ธนาคารพาณิชย์รับรองและ ภาพถ่ายหนังสือเดินทางเข้าประเทศหรือภาพถ่ายหลักฐานการผ่านแดนเข้ามาใน ประเทศของผู้ถือเช็คเข้ามา
- กรณีรับชำระเงินค่าขายสินค้าส่งออกด้วยเครดิตการ์ดให้ แนบภาพถ่ายหนังสือเดินทางเข้าประเทศ หรือภาพถ่ายหลักฐานการผ่านแดนเข้ามาในประเทศของผู้ถือเครดิตการ์ดเข้ามา
- กรณีที่มีการรับชำระเงินค่าสินค้าส่งออกเป็นเงินสดให้แนบหลักฐานการนำเงิน ต่างประเทศ หรือเงินตราสกุลเงินบาทเข้ามาซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ ด่านศุลกากรที่เป็นผู้เดินทางผ่านรับรองตามแบบฟอร์มที่กรมศุลกากรกำหนด (FOREIGN CURRENCY DECLARATION FORM) และภาพถ่ายหนังสือเดินทางเข้าประเทศ หรือภาพถ่ายหลักฐานการผ่านเข้ามาในประเทศของผู้เดินทางเข้ามา
- กรณีผู้ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรมีโรงงานหรือสถานประกอบอุตสาหกรรม ผลิตสินค้าส่งออก ที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ให้ยื่นใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) หรือภาพถ่ายหลักฐานอื่นที่แสดงว่าได้รับอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรม เกี่ยวกับสินค้าที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ที่รับรองถูกต้องแล้วโดยผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมประทับตราสถานประกอบกิจการนั้น
- กรณีผู้ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้าที่ส่งออกเองซึ่ง ประสงค์จะโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้บุคคลอื่น และสินค้าที่ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรมีอัตราเงินชดเชยค่าภาษีอากรตั้งแต่ ร้อยละ 3 ของราคาส่งออกขึ้นไปให้ยื่นหลักฐานการได้มาของสินค้าส่งออกที่ขอรับเงินชด เชยค่าภาษีอากร เช่น ใบกำกับภาษี หรือใบเสร็จรับเงินค่าซื้อสินค้าที่ส่งออกหรือหลักฐานการซื้อขายอื่น ที่ระบุชื่อผู้ขายพร้อมสถานประกอบการของผู้ขาย ฯลฯ
5. รับบัตรภาษี เมื่อได้รับการพิจารณาอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ระยะเวลาในการยื่นคำขอรับเงินชดเชย
ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยจะต้องยื่นคำขอรับเงินชดเชยตามแบบ กศก.20 พร้อมรายละเอียดสินค้าที่ได้ส่งออกและขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรตามแบบ กศก.20ก. ภายใน 1 ปีนับแต่วันส่งสินค้าออก
บัตรภาษี
บัตรภาษี ที่กรมศุลกากรจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชย สามารถนำไปใช้ชำระค่าภาษีอากรได้ ดังต่อไปนี้
(1) ภาษีอากรที่กรมศุลกากร กรมสรรพากร หรือกรมสรรพสามิต จัดเก็บ ซึ่งผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยมีหน้าที่ต้องเสีย
(2) ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชย มีหน้าที่ต้องนำส่งตามประมวลรัษฎากร
(3) ภาษีอากรที่กรมศุลกากร กรมสรรพากร หรือกรมสรรพสามิต จัดเก็บแทนราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยมีหน้าที่ต้องเสีย
(4) ภาษีอากรอื่นที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้นำบัตรภาษีไปชำระได้
กรม ศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต จะกันเงินภาษีอากรที่จัดเก็บไว้ไม่เกินร้อยละหนึ่ง เว้นแต่มีเหตุอันควรรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะสั่งให้กันเพิ่มเกินกว่าร้อยละหนึ่ง แต่ต้องไม่เกินร้อยละสองเพื่อจ่ายเงินชดเชย
กรมศุลกากรจะจ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากร ให้แก่ผู้ส่งออกในรูปของ "บัตรภาษี" ซึ่งสามารถนำไปใช้แทนเงินสดเพื่อชำระค่าภาษีอากรต่าง ๆ ได้ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมศุลกากร กรมสรรพากร และกรมสรรพสามิต นอกจากนี้ยังสามารถโอนสิทธิในการใช้บัตรภาษีไปใช้แก่บัคคลอื่นได้ตามระเบียบ ที่กรมศุลกากรกำหนด
บัตรภาษีมี 4 ชนิด คือ ราคา 100,000 บาท (สีฟ้า)
ราคา 10,000 บาท (สีม่วง)
ราคา 1,000 บาท (สีส้ม)
และชนิดที่ไม่กำหนดราคา (สีชมพู) ซึ่งจะระบุจำนวนเงินที่ต่ำกว่า 1,000 บาท ไว้
อายุของบัตรภาษีมีระยะเวลา 3 ปี และอาจต่ออายุได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ๆ ละ 3 ปี ซึ่งจะต้องยื่นขอต่ออายุก่อนหมดวาระต่อฝ่ายชดเชยอากร ส่วนคืนอากร สำนักงานศุลกากรส่งออกท่าเรือกรุงเทพ
การโอนบัตรภาษี
บัตรภาษีสามารถโอนให้แก่บุคคลอื่นได้ แต่ต้องขอโอนก่อนออกบัตรฯ เท่านั้น โดยต้องมีหลักฐานยินยอมรับโอนแล้วตามแบบ กศก.23 กรณีขอโอนบัตรภาษีภายหลังออกบัตรให้แก่ผู้ส่งออกแล้วจะสามารถโดยได้กรณีดัง ต่อไปนี้
(1) การโอนให้ทายาทผู้รับโอนกิจการของผู้มีชื่อในบัตรภาษีมาดำเนินการต่อไป
(2) การโอนให้ผู้ซึ่งรับโอนกิจการของผู้มีชื่อในบัตรภาษีมาดำเนินการต่อไป
(3) การโอนให้แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่ อันเกิดจากการควบเข้ากัน ระหว่างนิติบุคคลผู้มีชื่อในบัตรภาษีและนิติบุคคลอื่น
(4) การโอนให้แก่บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการของผู้มีชื่อในบัตรภาษี ทั้งนี้ กรณีที่ 1-3 จะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมศุลกากร และกรณีที่ 4 จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการฯ ก่อนด้วย
สิทธิตามบัตรภาษี
ผู้รับโอนสิทธิเป็นครั้งแรก (นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541) ต้องยื่นบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี ที่ฝ่ายชดเชยอากร ส่วนคืนและชดเชยอากร สำนักสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร พร้อมแนบสำเนาเอกสารซึ่งรับรองถูกต้อง จำนวน 2 ชุด ดังนี้
(1) ภาพถ่ายบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้รับโอนสิทธิตามบัตรภาษี
(2) ภาพถ่ายทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี)
(3) แผนที่เส้นทางที่จะไปบริษัท ห้าง ร้าน (ใช้กระดาษหัวจดหมาย)
(4) ภาพถ่ายบัตรตัวอย่างลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้จัดการ
(5) ภาพถ่าย WORK PERMIT หรือ PASSPORT ถ้าผู้จัดการเป็นชาวต่างประเทศ
(6) ภาพถ่ายใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือใบอนุญาตให้ประกอบอุตสาหกรรม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
หากผู้ประกอบการต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชดเชยอากร โปรดติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนคืนและชดเชยอากร สำนักสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร โทร. 0-2249-0220 หรือ สำนักงาน/ด่านศุลกากรที่นำเข้าทุกแห่งในวันและเวลาราชการ
อ้างอิงจาก : http://www.customs.go.th/TaxPrivilege/TaxPrivilege5.jsp








