ทอท.เร่งเดินหน้าพัฒนาสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงินกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท รองรับการขนส่งทางอากาศและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดได้บริษัทที่ปรึกษา PMC ม.ค.54 นี้ “เสรีรัตน์” ระบุเป็นโครงการที่เร่งด่วนเพราะใกล้เต็มขีดความสามารถแล้ว ล่าสุดผู้โดยสารพุ่งถึง 1.1-1.2 แสนคนต่อวันแล้ว พร้อมชงแผนปรับปรุงสนามบินอีกกว่า 3.8 พันล้านบาท เหตุสุวรรณภูมิเริ่มโทรม
นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาขีดความสามารถของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 (เฟส 2) ว่า ขณะนี้ทอท.อยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาโครงการฯ หรือที่ปรึกษา PMC วงเงินประมาณ 770 ล้านบาท โดยหลังจากที่ได้บริษัทที่ปรึกษา PMC แล้วบริษัทที่ปรึกษาจะมีหน้าที่ในการจัดทำร่าง ทีโออาร์ในการเปิดประมูลโครงการต่างๆ ที่จะต้องดำเนินการในโครงการสุวรรณภูมิเฟส 2โดยคาดว่าน่าจะได้ที่ปรึกษา PMC ในเดือนม.ค. 2554 นี้
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นโครงการที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันการขนส่งทางอากาศมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การให้บริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเริ่มแออัด ทั้งนี้หลังจากที่สถานการณ์บ้านเมืองสงบยอดผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนกรกฎาคม 2553 อยู่ที่ 1.1 แสนคนต่อวัน ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6% หากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซันและนักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเชื่อว่าช่วงไตรมาส 1/2554 (ต.ค.-ธ.ค.53) จำนวนผู้โดยสารน่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 1.1-1.2 แสนคน/วัน
สำหรับโครงการที่จะดำเนินการในแผนพัฒนาสุวรรณภูมิเฟส 2 ปีงบประมาณ 2554-2559 วงเงินก่อสร้าง 62,503.214 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี ประกอบด้วย 4 กลุ่มงานดังนี้
1.งานก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก วงเงินรวม 7,405.863 ล้านบาท
2.งานก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่1 วงเงินรวม 40,745.067 ล้านบาท
3. งานระบบสาธารณูปโภค วงเงินลงทุน 2,693.219 ล้านบาท และ
4. งานจ้างที่ปรึกษาบริหารจัดการโครงการ (Project Management Consultant : PMC) ปีงบประมาณ 2554-2559 วงเงิน 763 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทอท.ได้เสนอความเห็นชอบ แผนการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสนามบินสุวรรณภูมิ 5 รายการ วงเงินกว่า 3,800 ล้านบาท จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยนายเสรีรัตน์ กล่าวว่า การปรับปรุงดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ หลังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการครบ 4 ปี โดย ทอท.อยู่ระหว่างรอการอนุมัติงบลงทุน ขณะเดียวกัน ทอท.อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดเงื่อนไขทีโออาร์เพื่อคัดเลือกเอกชน ซึ่งจะดำเนินการทันทีหลังได้รับอนุมัติจาก สศช.
ทั้งนี้การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก จำนวน 5 รายการ ประกอบด้วย
1. การก่อสร้างอาคารปฏิบัติการและระบบลำเลียงสัมภาระเปลี่ยนเที่ยว หรือ TRANSFER BAGGAGE TERMINAL วงเงิน 2.022.43 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลา CONNECTING TIME สำหรับผู้โดยสารที่ต้องเปลี่ยนถ่ายเที่ยวบิน และช่วยให้เวลาการขนถ่ายกระเป๋าสัมภาระ TRANSFER ลดลงเหลือประมาณ 1 ชั่วโมงเช่นเดียว
2. การปรับปรุงระบบปรับอากาศในอาคารผู้โดยสาร อาคารเทียบเครื่องบิน และสะพานเทียบเครื่องบิน วงเงิน 931.70 ล้านบาท ซึ่ง ทอท.จะต้องหารือกับบริษัท ผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น จำกัดหรือ DCAP ซึ่งเป็นผู้ผลิตจำหน่ายไฟฟ้าและผลิตจำหน่ายน้ำเย็นสำหรับระบบปรับอากาศให้แก่อาคารต่างๆ ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อหาข้อสรุปว่าจะยังคงใช้ระบบปรับอากาศแบบเดิม ซึ่งติดตั้งบนพื้นอาคาร หรือจะใช้ระบบปรับอากาศแบบใหม่
3. งานติดตั้งระบบอุปกรณ์ตรวจจับเศษวัสดุในทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยาน หรือ FOREIGN OBJECT DEBRIS (FOD) วงเงิน 693.65 ล้านบาท ซึ่งระบบอุปกรณ์ดังกล่าวจะช่วยให้การตรวจสอบเศษวัสดุมีความสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น
4. งานปรับปรุงต่อเติมพื้นบริเวณพื้นที่ตรวจหนังสือเดินทาง ชั้น 4 ของอาคารผู้โดยสารด้านตะวันออกและตะวันตก ให้เป็นจุดตรวจค้นแบบรวมศูนย์ หรือ CENTRALIZED SECURITY SCREENING CHECK POINT วงเงิน 159.91 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้พื้นที่รองรับผู้โดยสารที่เข้ารับการตรวจค้นเพิ่มขึ้นเป็น 3,200 ตารางเมตร จากปัจจุบัน 1,600 ตารางเมตร ช่วยให้ผู้โดยสารใช้เวลารอรับการตรวจค้นลดลง และ
5. งานปรับปรุงพื้นที่ชั้น 6 ของอาคารจอดรถหมายเลข 3 ให้เป็นสำนักงานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ วงเงิน 58.81 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาความแออัดของพนักงานสายการบิน
ทำทุกวิถีทางเพื่อเปิดด่านดังกล่าว แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ทำให้ไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกบริเวณด่านดังกล่าวประมาณวันละ 50-80 ล้านบาท ผ่านไปกว่าสองเดือนสูญเสียไปแล้วประมาณ 5 พันล้านบาท ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไปกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ในพม่าในช่วงต้นปี 2554 ยอดสูญเสียจะไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาท
นายนิยมยังกล่าวอีกว่า การปิดด่านดังกล่าว นอกจากจะทำให้ไทยสูญเสียรายได้แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้ขบวนการค้าใต้ดินกลับมาบานสะพรั่งเหมือนในอดีต ซึ่งประเทศชาติไม่ได้อะไรจากการส่งออกดังกล่าว ในเมื่อรัฐบาลไม่เปิดให้มีการนำเข้าตามช่องทางปกติ พ่อค้าก็ต้องหาวิธีการค้าขายแบบผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ เพราะอาชีพของเขาคือการค้าขาย ถ้าค้าขายไม่ได้ก็อยู่ไม่ได้ นอกเหนือจากการค้าขายใต้ดินแล้ว การลักลอบนำเข้าแรงงานพม่ามายังไทยแบบผิดกฎหมายก็กระทำกันอย่างโจ๋งครึ่ม โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ให้ความสนใจ ทำให้วันนี้แรงงานพม่าทะลักเข้ามาอยู่ในทุกลุ่มอุตสาหกรรมจนยากจะควบคุมแล้ว
ด้าน ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยผลสำรวจพบแรงงานต่างด้าวจำนวนมากอยู่โดยผิดกฎหมาย เปลี่ยนอาชีพเปลี่ยนนายจ้าง ทำงานไม่ตรงกับที่ได้รับอนุญาตอยู่ในสภาพ ็บัตรสี...มั่วไปหมดิ สาเหตุเพราะมีขบวนการตบทรัพย์แรงงาน ลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมายกันเป็นขบวนการ
็ เราได้ทำการสำรวจแรงงานต่างด้าวใน 5 จังหวัดที่มีการใช้งานจำนวนมากคือ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี จากอาชีพประมงและต่อเนื่องประมง คนทำงานตามบ้าน และก่อสร้าง พบว่ามีแรงงานจำนวนมากได้เปลี่ยนอาชีพเปลี่ยนนายจ้าง ทำงานไม่ตรงตามอาชีพที่ได้รับอนุญาต ซึ่งจะมีบัตรสีตามอาชีพที่ทางราชการออกให้ เมื่อดูบัตรสี พบว่าประมาณร้อยละ50 มีการเปลี่ยนสภาพนายจ้างไปแล้ว เรียกว่าตอนนี้บัตรสีมั่วไปหมด เป็นการสมยอมทั้งตัวแรงงานและนายจ้างไม่ทำตามกติกาของกฎหมายที่กำหนด เช่น เจ้าหน้าที่พบอยู่ในงานก่อสร้างแทนที่จะอยู่ในงานประมง เป็นต้นิ ดร.ยงยุทธ กล่าว
ดร.ยงยุทธ์กล่าวต่อว่า ช่วงสิบปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการใช้แรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นทุกปี จากราว 3.5 แสนคนเพิ่มเป็นราว 2 ล้านคนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเอาคนใหม่มาเพิ่มกับคนเก่าซึ่งยังไม่ได้ถูกผลักดันออกไป แต่ไปเป็นแรงงานผิดกฎหมายอยู่ในที่ต่าง ๆ อีกทั้งยังเปิดช่องทางให้นายจ้างที่ต้องการใช้แรงงานราคาถูกไปร่วมมือกับนายหน้าจัดหาแรงงานเถื่อนและเจ้าหน้าที่ทุจริตบางคน เกิดขบวนการตบทรัพย์แรงงาน ซึ่งในภาพรวมแล้วประเทศชาติไม่ได้ประโยชน์ นายจ้างได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว และเป็นการเอาเปรียบนายจ้างที่ทำถูกกฎหมาย ซ้ำยังสร้างพฤติกรรมทางด้านธรรมาภิบาลที่เลวร้าย ทำให้เกิดการเลียนแบบกับแรงงานต่างด้าวอื่น ๆ ทำให้กฎหมายหรือกติกาของเราไม่ดำเนินไปในแนวทางที่ถูกต้อง และเมื่อมีจำนวนมากขึ้นจนแยกแยะไม่ออก ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบการคุ้มครองดูแลที่ไทยรับผิดชอบ และหากนายจ้างยังติดกับการใช้แรงงานราคาถูกและใช้แรงงานต่างด้าวจำนวนมากเกินไปจนขยับมาทับซ้อนกับโครงสร้างแรงงานระดับกลางที่คนไทยทำอยู่ จะเกิดผลกระทบทันทีและค่อนข้างรุนแรง คือ แรงงานไทยถูกแย่งงาน
นอกจากนี้ การเปิดรับแรงงานต่างด้าวเข้ามามาก ๆ แล้วไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของอุตสาหกรรม บางอุตสาหกรรมที่พึ่งพิงแรงงานต่างด้าวอย่างเดียวหากวันหนึ่งแรงงานต่างด้าวพร้อมใจกับกลับประเทศอุตสาหกรรมอาจชะงักและเจ๊งกันระนาวก็เป็นได้
ที่มา สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1144 ประจำวันที่ 20-10-2010 ถึง 22-10-201


